ประกาศยุติการให้บริการ

Priceprice.com จะยุติการให้บริการในวันที่ 30 มิถุนายน ปี 2021 (ตามกำหนดการ)
ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนเรามาโดยตลอด

คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

ราคาฮาร์ลีย์-เดวิดสัน V-Rod มอเตอร์ไซค์มือสองและใหม่ (Harley-Davidson V-Rod) Thailand June 2021

อันดับเข้าชมมากสุด

อุปกรณ์เสริมแนะนำ

165
Harley-Davidson V-Rod Muscle

Harley-Davidson V-Rod Muscle

  • รถมอเตอร์ไซค์มือสอง : 33
มือสอง : 429,000 บาท - (ราคา 33 รายการ)

  • Harley-Davidson V-Rod
  • บิ๊กไบค์,รถครูสเซอร์-ชอปเปอร์
224
Harley-Davidson Night Rod Special

Harley-Davidson Night Rod Special

  • รถมอเตอร์ไซค์มือสอง : 5
มือสอง : 545,000 บาท - (ราคา 5 รายการ)

  • Harley-Davidson V-Rod
  • บิ๊กไบค์,รถครูสเซอร์-ชอปเปอร์
อัพเดทเมื่อ 23/6/2021 10:53

Page 1 of 1

  • 1

วอเชอร์และคูปอง มอเตอร์ไซค์ใหม่และมือสอง ล่าสุด

เกี่ยวกับHarley-Davidson มอเตอร์ไซค์ใหม่และมือสอง

Harley-Davidson ที่สุดแห่งความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของรถจักรยานยนต์ American Classic รุ่นใหญ่เครื่องแรง ตำนานที่ยังคงมีชีวิตมากกว่าศตวรรษจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

เชื่อได้เลยว่าถ้าหากให้พูดถึงรถชอปเปอร์ ชื่อที่ขึ้นมาในอันดับแรกๆจะต้องเป็น Harley-Davidson อย่างแน่นอน เพราะคงจะมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์สัญชาติอเมริกันในสไตล์คลาสสิครุ่นใหญ่ที่เรียกได้ว่ามีประวัติความเป็นมาอันยาวนานถึงกว่า 120 ปีเลยทีเดียว ซึ่ง Harley-Davidson ก็เป็นรถจักรยานยนต์ที่ผลิตโดยบริษัท Harley-Davidson, Inc ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1903 โดยสามพี่น้องแห่งตระกูล Davidson ได้แก่ William, Walter และ Arthur รวมทั้ง William S. Harley วิศวกรเครื่องกลและนักธุรกิจชาวอเมริกัน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Milwaukee รัฐ Wisconsin ประเทศสหรัฐอเมริกา

แรกเริ่มเดิมทีนั้น William Sylvester Harley ในวัย 20 ปีก็ได้มีการวางแผนผลิตเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 7.07 ลูกบาศก์นิ้ว (116 cc) และมู่เล่ขนาด 4 นิ้ว (102 mm) สำหรับติดตั้งในรถจักรยาน และใน 2 ปีถัดมาก็ได้ร่วมมือกับ Arthur Davidson ซึ่งเป็นเพื่อนในสมัยเด็กและน้องชายอีก 2 คนก็คือ William และ Walter Davidson เพื่อทำการผลิตรถจักรยานยนต์โดยในขณะนั้นก็จะเรียกว่า motor-bicycle ขึ้นที่ร้านขายเครื่องมือของเพื่อนที่ชื่อว่า Henry Melk ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Milwaukee และสามารถทำได้สำเร็จในปี 1903 แต่จากการนำไปทดลองวิ่งครั้งแรกก็พบว่ายังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร ดังนั้นพวกเขาจึงได้ทำการปรับปรุงและพัฒนาโดยได้ทำการประกอบขึ้นในโรงเก็บของที่สวนหลังบ้านของครอบครัว Davidson จนกระทั่งได้รถต้นแบบของ Harley-Davidson เมื่อวันที่ 8 กันยายน ปี 1904 และได้นำไปแข่งขันในรายการ Milwaukee motorcycle race ซึ่งจัดขึ้นที่ State Fair Park และได้คว้าอันดับ 4 ในการแข่งขันมาครอง ถือได้ว่าเป็นการเปิดตัวที่ไม่เลวเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเมื่อสามารถผลิตรถจักรยานยนต์ออกมาได้แล้วก็ต้องมีการโปรโมทเกิดขึ้น ดังนั้นในเดือนมกราคมปี 1905 ก็ได้มีการลงโฆษณาขนาดเล็กของ Harley-Davidson ในนิตยสาร Automobile and Cycle Trade Journal เพื่อจำหน่ายรถจักรยานยนต์ที่พวกเขาได้ผลิตขึ้นมา ซึ่งในเดือนเมษายนก็สามารถขายรถจักรยานยนต์ได้ถึง 3 คันจากทั้งหมด 5 คันที่ถูกสร้างขึ้นในโรงเก็บของหลังบ้านตระกูล Davidson ได้สำเร็จ และในปี 1906 ก็ได้ย้ายจากโรงเก็บของไปที่โรงงานแห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนน Chestnut Street ซึ่งในเวลาต่อมาก็ถูกเรียกว่า Juneau Avenue ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบันของสำนักงานใหญ่บริษัท Harley-Davidson นั่นเอง

สำหรับการก่อตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการของ Harley-Davidson ก็เกิดขึ้นในเดือนกันยายนปี 1907 หลังจากที่ William Sylvester Harley ได้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกลจาก University of Wisconsin–Madison และได้เริ่มขายรถจักรยานยนต์ให้กับหน่วยงานตำรวจจึงเรียกได้ว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ในขณะนั้นเลยทีเดียว และในปีเดียวกันนี้ William A. Davidson ก็ได้ลาออกจากงานในตำแหน่งหัวหน้าคนงานเครื่องมือของทางรถไฟเพื่อเข้าร่วมกับบริษัทด้วย

การผลิตรถจักรยานยนต์ในช่วงปี 1905 และ 1906 ก็จะเป็นรุ่นสูบเดียวทั้งหมดที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 440 cc โดยในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1907 ก็ได้มีการจัดแสดงโมเดลต้นแบบของรถจักรยานยนต์ Harley-Davidson ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V-Twin ให้กำลังถึง 7 แรงม้า ซึ่งแรงกว่ารุ่นต้นแบบถึง 2 เท่าเลยทีเดียว โดยสามารถทำความเร็วได้สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งนั่นก็ทำให้รถจักรยานยนต์ของ Harley-Davidson ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากโดยมีการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 450 คัน เป็น 1,149 คัน ภายในปีเดียวเท่านั้น

ในปี 1911 ก็ได้มีการเปิดตัวรุ่น V-Twin ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 811 cc และวาล์วไอดีที่ทำงานด้วยกลไกซึ่งต่างจากที่ใช้กับรุ่นก่อนหน้าและให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า โดยหลังจากปี 1913 เป็นต้นมา รถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตโดย Harley-Davidson ก็จะใช้เครื่องยนต์เป็นรุ่น V-Twin แบบใหม่นี้ จากนั้นก็ได้มีการเปิดตัวเบาะนั่งที่เรียกว่า "Ful-Floteing Seat" ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรโดยเป็นเบาะที่สามารถปรับความตึงของสปริงภายในเบาะนั่งให้เหมาะกับน้ำหนักของผู้ขับขี่ ซึ่งก็ได้มีการใช้เบาะประเภทนี้มาจนถึงปี 1958 กันเลยทีเดียว โดยมียอดการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 16,284 คัน ในปี 1914

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ปี 1917) ทางกองทัพของสหรัฐอเมริกาก็ได้มีการร้องขอรถจักรยานยนต์สำหรับใช้ในการทำสงคราม ซึ่งก่อนหน้านี้รถจักรยานยนต์ของ Harley-Davidson ก็เคยได้ถูกนำไปใช้โดยทหารในช่วงที่มีการปฏิวัติเม็กซิกันมาก่อน โดยกองทัพสหรัฐก็ได้มีการซื้อรถจักรยานยนต์จาก Harley-Davidson มาถึงกว่า 20,000 คันเลยทีเดียว และภายในปี 1920 Harley-Davidson ก็ได้กลายเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกโดยสามารถผลิตได้ถึงกว่า 28,189 คัน และเมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 Harley-Davidson ก็ต้องผลิตรถจักรยานยนต์จำนวนมากสำหรับกองทัพสหรัฐกันอีกครั้ง ซึ่งในช่วงนี้ก็ได้มีการผลิตรถจักรยานยนต์สำหรับกองทัพโดยเฉพาะรวมไปถึงชาติพันธมิตรถึงกว่า 90,000 คัน และนั่นก็ทำให้ Harley-Davidson ได้รับรางวัลจาก Army-Navy "E" Awards มาถึง 2 รางวัลเลยทีเดียว

ในปี 1998 โรงงานต่างประเทศแห่งแรกนอกสหรัฐอเมริกาของ Harley-Davidson ก็ถือกำเนิดขึ้นในเมือง Manaus ประเทศบราซิลด้วยการใช้ประโยชน์จากเขตเสรีเศรษฐกิจของที่นั่น ซึ่งก็ทำให้ Harley-Davidson สามารถจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในตลาดซีกโลกใต้ได้ และได้ทำการฉลองครบรอบ 100 ปีของ Harley-Davidson เมื่อวันที่ 1 กันยายนปี 2003 โดยในปี 2009 Harley-Davidson ก็ได้เข้าสู่ตลาดอินเดียและเริ่มจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในปี 2010 โดยได้มีการจัดตั้งบริษัทย่อยและได้สร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในประเทศอินเดีย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจนได้มีการปิดโรงงานและปลดพนักงานถึงกว่า 70 คน ซึ่งในเดือนเมษายนปี 2010 ทาง Harley-Davidson ก็ต้องทำการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพราะประสบปัญหาวิกฤตการเงินทำให้ต้องมีการลดต้นทุนการผลิตลงด้วยการปิดโรงงานและศูนย์กระจายสินค้าพร้อมทั้งยกเลิกการจ้างพนักงานถึงเกือบ 25 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานทั้งหมด

รถจักรยานยนต์ของ Harley-Davidson ในปัจจุบันก็ถูกแบ่งออกด้วยกันเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ Touring, Softail, Dyna, Sportster, Vrod, Street และ LiveWire โดยได้มีการเปิดตัว Harley-Davidson LiveWire ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกในช่วงปลายปี 2018 และล่าสุดในเดือนมกราคมปี 2021 ก็ได้มีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ Harley-Davidson ที่มาพร้อมการพัฒนาด้านสมรรถนะและเทคโนโลยีในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นกันอีกหลายรุ่นเลยทีเดียว

สำหรับในประเทศไทยก็ได้มีการก่อตั้งบริษัท Harley-Davidson (Thailand) Company Limited ขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2015 ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีต่อรถจักรยานยนต์ Harley-Davidson ในประเทศไทยรวมไปถึงตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงงานแห่งที่ 5 ของ Harley-Davidson ทั่วโลก โดยมีอยู่ในสหรัฐอเมริกา 2 แห่ง บราซิล และอินเดีย ซึ่งเรียกว่าไทยก็เป็นประเทศที่ 3 ที่ Harley-Davidson ได้เข้ามาก่อตั้งโรงงานนอกสหรัฐอเมริกา

3 โมเดลรถจักรยานยนต์ของ Harley-Davidson ที่ได้รับความนิยม

1. Street Bob™ จักรยานยนต์บิ๊กไบค์ในตระกูล Cruiser ที่มีความเป็นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ในยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมาในภาพลักษณ์ของรถจักรยานยนต์ที่มีเบาะต่ำ ยางแบบแบนและคันบังคับเลี้ยวแบบยกสูง และสำหรับ 2021 Street Bob™ ก็มาพร้อมกับดีไซน์ที่ยังคงไว้ซึ่งการออกแบบสไตล์อเมริกันแท้แต่ดั้งเดิม โดดเด่นด้วยล้อซี่ลวดเหล็กสีดำเงา ไฟหน้าทรงกลมเดี่ยวแบบ LED เฟรม Softail ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ให้น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง พร้อมกราฟิก "Number One" สุดคลาสสิกบนถังน้ำมัน เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย พร้อมหน้าปัดเรือนไมล์ที่เป็นจอแสดงผลแบบ LCD ขนาด 2.14 นิ้ว พร้อมแสดงข้อมูลการขับขี่เอาไว้ได้อย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นเกจวัดความเร็ว เกียร์ เกจวัดระยะทาง ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง นาฬิกา เกจบันทึกระยะทางและเครื่องวัดระยะทางที่ขับขี่ได้ และความเร็วรอบ

2021 Street Bob™ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight™ 114 ขนาด 1,868 cc. ความจุของกระบอกสูบ 114 มิลลิเมตร ระยะชัก 102 มิลลิเมตร ให้แรงบิดเครื่องยนต์ 158 นิวตัน-เมตร ที่ 2,730 รอบต่อนาที สามารถมอบแรงบิดอันมหาศาลเมื่อออกตัวพร้อมพุ่งเข้าสู่ถนนหลักและเร่งแซงด้วยพละกำลังอันสูงสุดพร้อมเสียงคำรามที่กระหึ่มเร้าใจ พร้อมระบบเบรก ABS ที่ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

2. Pan America™ 1250 สำหรับในรุ่นนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นรถจักรยานยนต์แบบอเนกประสงค์ในกลุ่ม Adventure Touring ที่สร้างขึ้นเพื่อความทนทานและดีไซน์มาเพื่อการสำรวจเหมาะสำหรับการผจญภัยได้อย่างลงตัว ด้วยการสร้างสรรค์ขึ้นตามวิสัยทัศน์ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยของรถจักรยานยนต์ออฟโรดสัญชาติอเมริกันมอบความสมบุกสมบันที่หลากหลายฟังก์ชันฮัลโหลรวมเข้ากับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับ Harley-Davidson ด้วยรูปทรงที่มีความปราดเปรียวใช้งานง่าย สามารถควบคุมรถได้ดีแม้ขับขี่ในความเร็วสูงหรือต้องบรรทุกสัมภาระหนัก จึงทำให้เป็นรถจักรยานยนต์ที่มาพร้อมความสามารถรอบด้านสำหรับการขับขี่บนถนนและเส้นทางผจญภัยได้เป็นอย่างดี มาพร้อมระบบอินโฟเทนเม้นต์ด้วยหน้าจอสี TFT พร้อมระบบสัมผัส รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับสมาร์ทโฟน สัญญาณไฟเลี้ยว LED ทรง Bullet และช่อง USB

Pan America™ 1250 มาพร้อมเครื่องยนต์ Revolution™ Max 1250 ขนาด 1,252 cc. ระบบฉีดเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์แบบต่อเนื่อง (ESPFI) ความจุของกระบอกสูบ 72 มิลลิเมตร ระยะชัก 105 มิลลิเมตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (HP) ที่ 8,750 รอบต่อวินาที แรงบิดสูงสุด 128 นิวตัน-เมตรที่ 6,750 รอบต่อนาที พร้อมระบบท่อไอเสียแบบ 2-ออก-1-ออก-1 ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ 47 มม. พร้อมปรับการยุบตัว คืนตัว และพรีโหลดสปริงได้ ทริปเปิลแคลมป์โช้คอะลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนด้านหลังโช้คเดี่ยวแบบ Piggyback ติดตั้งบนชุดโยง พร้อมปรับการยุบตัว คืนตัว และพรีโหลดสปริงไฮดรอลิกได้ พร้อมระบบเบรค ABS ที่ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

3. LiveWire® เป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่พร้อมฟาดฟันเขตเมืองในทุกตารางนิ้ว สามารถสัมผัสขุมพลังที่ตอบสนองทันทีเมื่อบิดคันเร่งโดยไม่มีคลัทช์ให้ปล่อย ไม่มีเกียร์ให้เปลี่ยน ทั้งหมดนี้ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่คุณขึ้นไปขับขี่เท่านั้น โดยในรุ่นนี้ก็ได้มีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 ที่เป็นแนวคิดของรถต้นแบบ ซึ่งก็ยังคงมาพร้อมกับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์สไตล์ของ Harley-Davidson โดยการออกแบบส่วนใหญ่ก็จะเป็นสไตล์ของรถในตระกูล Cruiser โดยได้มีการจำหน่ายในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในปี 2019 และมีแผนที่จะเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นเป็นที่แรกในภูมิภาคเอเชียภายในปี 2021 โดยเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มอบประสบการณ์เดินทางแบบ 2 ล้อในรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับความโดดเด่นในเรื่องของวัสดุและการเคลือบสีระดับพรีเมี่ยมทุกชิ้นส่วนรวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเต็มอัตรา

LiveWire® มอบความสมบูรณ์แบบของขุมพลังและประสิทธิภาพรวมไปถึงเทคโนโลยีการขับขี่แห่งอนาคต ด้วยขุมพลังจากมอเตอร์ 78 kW (105 แรงม้า) โดยสามารถทำความเร็วจาก 0-96.5 กม. (60 ไมล์) ได้ภายในเวลาเพียง 3 วินาที โดยมอเตอร์ส่งพลังจากแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออนความจุกระแสไฟที่ 15.5 kWh ซึ่งทาง Harley-Davidson ก็ได้เคลมว่าถ้าหากทำการขับขี่ในเมืองก็จะสามารถชำระได้ไกลถึง 225 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง และถ้าหากขับขี่ออกนอกเมืองด้วยความเร็ว 112.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็จะสามารถทำระยะทางได้ 113 กิโลเมตร ซึ่งการชาร์จไฟก็จะสามารถชาร์จได้กับไฟบ้าน ที่ใช้เวลาชาร์จเต็ม 12.5 ชั่วโมง และเครื่องชาร์จแบบ Fast Charge ที่ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยมาให้อย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (ABS) ระบบควบคุมการยึดเกาะ (TCS) รวมไปถึง ระบบควบคุมแรงบิดป้องกันการลื่นไหล (DTSC) พร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 4 โหมด ได้แก่ Sport, Road, Range และ Rain

Dealer คุณภาพของ Harley-Davidson ที่พร้อมให้บริการสำหรับผู้ที่อยากมี Harley-Davidson เอาไว้ในครอบครอง

สำหรับตัวแทนและศูนย์บริการในส่วนของรถจักรยานยนต์ Harley-Davidson ในประเทศไทยนั้นก็มีอยู่มีอยู่หลายที่ด้วยกันตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ โดยประกอบไปด้วย

  • Harley-Davidson of Bangkok +66-02-318-8488
  • AAS Metro Harley-Davidson +66-02-258-0988
  • AAS Harley-Davidson of Bangkok +66-02-521-4545
  • AAS Harley-Davidson of Siam Paragon +66-02-129-4829
  • Richco Harley-Davidson +66-053-103-858
  • TNR Harley-Davidson of Phitsanulok +66-082-397-4444
  • Poise Harley-Davidson of Khon Kaen +66-043-466-544
  • Harley-Davidson of Ubon Ratchathani +66-045-959-922
  • AAS Harley-Davidson of Pattaya +66-038-255-255
  • Harley-Davidson of Phuket +66-076-681-017
  • Harley-Davidson of Hat Yai +66-074-491-990

นอกจากนี้ก็ยังสามารถเข้าไปติดต่อสอบถามและดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์รุ่นต่างๆของ Harley-Davidson ได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ https://www.harley-davidson.com/th

แสดงผลบน: คอมพิวเตอร์ | โทรศัพท์มือถือ

จำกัดการค้นหาของคุณ