9 วิธีแก้ปัญหา มือถือชาร์จไม่เข้าเบื้องต้น

สมาร์ทโฟนที่ใช้งาน อยู่ๆ ก็ชาร์จไฟไม่เข้า บางทีอาจจะมีหลายสาเหตุก่อนที่จะซื้อสายชาร์จเส้นใหม่ หรือส่งมือถือซ่อม เราลองมาตรวจสอบปัญหาด้วยตัวเองก่อน บางทีอาจจะไม่ต้องเสียเงินซื้อสายชาร์จใหม่เลยก็ได้นะ

เดี๋ยวนี้สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ก็ได้มีการพัฒนาในเรื่องของความจุแบตเตอรี่ที่มากขึ้น รวมไปถึงการรองรับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ด้วยความเร็วสูงเพื่อให้เพียงพอสำหรับการใช้งานให้มาขึ้น เพราะโดยมากแล้วแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนและมักจะอยู่ได้ประมาณ 1 วันหรืออาจจะไม่ทันข้ามวันด้วยซ้ำถ้าเกิดมีการใช้งานค่อนข้างเยอะ และที่สำคัญคือแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในตอนนี้เราไม่สามารถแกะออกมาเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้ถ้าหากอันเก่ามีปัญหาหรือเสื่อมสภาพไป ซึ่งนั่นก็แปลว่าเมื่อใช้งานไปนาน ๆ แล้วเราก็มีโอกาสที่จะเจอปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่อย่างแน่นอน อาจจะเป็นแบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น ชาร์จได้ช้าลง หรือถึงขั้นชาร์จไฟไม่เข้าก็เป็นไปได้ ซึ่งตรงนี้บอกได้เลยว่าชาร์จแบตไม่เข้าแต่งานเข้าแน่นอน ซึ่งปัญหาของแบตเตอรี่ตรงนี้ก็อาจมีด้วยกันหลายสาเหตุ วันนี้เราจึงจะพามาดูถึงสาเหตุที่อาจทำให้การชาร์จแบตเตอรี่ทำได้ช้าลง แบตหมดไวเกิน หรือชาร์จไฟไม่เข้ารวมไปถึงวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

1. สายชาร์จมีปัญหา

แน่นอนว่าถ้าหากมีปัญหาในเรื่องของการชาร์จแบตเตอรี่ ผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องมากที่สุดก็คือสายชาร์จนั่นเอง ดังนั้นถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นมาสิ่งแรกที่เราควรจะต้องเช็คก่อนก็คือสายชาร์จที่เราใช้นั้นยังอยู่ในสภาพดีและสมบูรณ์อยู่หรือเปล่า เพราะเอาเข้าจริงแล้วสายชาร์จคืออุปกรณ์ที่เรียกว่าพังง่ายที่สุดโดยเฉพาะตรงบริเวณขั้วของสายชาร์จที่ตัวหุ้มสายไฟที่มักจะขาดออกก่อนใครเพื่อน จนบางครั้งเราก็ต้องแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการเอาเทปกาวพันไว้แล้วใช้งานต่อ หรืออาจจะเป็นตรงบริเวณเขี้ยวล็อคของบริเวณ Micro USB ที่เกิดการหักจากการเสียบเข้าเสียบออกอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นถ้าหากเกิดปัญหาเกี่ยวกับการชาร์จแบตเตอรี่ก็ลองเปลี่ยนสายชาร์จดูก่อน แต่แนะนำให้เลือกใช้เป็นสายชาร์จที่ได้มาตรฐานหรือใช้ของแท้ เพราะถึงแม้จะมีราคาแพงกว่าแต่ก็มีคุณภาพและมีความปลอดภัยมากกว่า

2. ช่องเสียบสำหรับชาร์จแบตเตอรี่สกปรก

ตรงนี้ถือว่าเป็นเส้นผมบังภูเขาเลยก็ได้เพราะบางทีเราก็ไม่ได้คิดว่าการที่ชาร์จแบตไม่เข้านั้นเกิดจากการที่ช่องเสียบมีฝุ่นหรือขยะเข้าไปอุดตันอยู่ในนั้น เพราะการที่เราพกโทรศัพท์เอาไว้ในกระเป๋ากางเกงบ้าง กระเป๋าถือบ้าง โอกาสที่จะมีฝุ่นหรือพวกเศษผ้าจากกระเป๋าเข้าไปอุดตันก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นให้เราลองส่องดูที่ช่องเสียบแบตเตอรี่ว่ามีสิ่งสกปรกต่าง ๆ เข้าไปอุดอยู่หรือเปล่า เพราะว่าสิ่งสกปรกเหล่านี้จะเข้าไปขัดขวางไม่ให้กระแสไฟจากหัวที่ชาร์จเข้าไปยังโทรศัพท์ได้นั่นเอง และถ้าหากว่ามีเศษอะไรเข้าไปอุดตันก็ให้ใช้ไม้จิ้มฟันหรือแปรงสีฟันจิ้ม ๆ ขัด ๆ อย่างเบามือเพื่อเป็นการทำความสะอาดเอาสิ่งสกปรกออกไป

3. แหล่งจ่ายไฟมีกำลังไม่เพียงพอ

ในบางครั้งเราก็มักจะชาร์จแบตเตอรี่โดยเสียบต่อมาจากโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งแน่นอนว่าจะสามารถชาร์จได้ช้ากว่าการเสียบโดยตรงจากปลั๊กไฟ หรืออาจจะเป็นการชาร์จด้วยแท่นชาร์จแบบไร้สายที่เรียกว่า Wireless charging ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีแบบชาร์จเร็วแต่ก็ยังคงช้ากว่าการเสียบจากปลั๊กไฟโดยตรงอยู่ดี ดังนั้นถ้าหากว่าชาร์จแบตเตอรี่ได้ช้ากว่าปกติก็ลองเปลี่ยนมาใช้การเสียบที่ชาร์จเข้ากับปลั๊กไฟโดยตรง แต่ถ้ายังช้าอยู่อีกก็คงต้องหาสาเหตุอื่นกันต่อไป

4. ช่องเสียบ USB ชำรุด

เมื่อมีการชาร์จแบตเตอรี่หลาย ๆ ครั้งเข้า การเสียบเข้าเสียบออกอยู่บ่อย ๆ นั่นก็ทำให้เกิดการเสียดสีระหว่างแผ่นโลหะขนาดเล็กที่อยู่ในพอร์ต USB และที่อยู่บนหัวเสียบของสายชาร์จอาจเกิดการโค้งงอผิดรูปไป หรืออาจจะเป็นการโทรศัพท์ตกพื้นหรือตกน้ำจนทำให้พอร์ต USB เสียหาย รวมไปถึงการพยายามเสียบสายชาร์จแบบไม่ถูกด้านจนทำให้ช่องเสียบ USB พังขึ้นมา ปัญหานี้เราไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเองต้องส่งร้านหรือส่งศูนย์ซ่อมเท่านั้น

5. อะแดปเตอร์ของสายชาร์จมีปัญหา

บางครั้งปัญหาการชาร์จไฟไม่เข้าหรือชาร์จไฟได้ช้าอาจจะเป็นเพราะว่าตัวอะแดปเตอร์สำหรับเสียบที่ปลั๊กไฟมีปัญหาก็เป็นได้ ทำให้ไม่สามารถจ่ายไฟออกมาสำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างเพียงพอ หรืออย่างเลวร้ายที่สุดก็คืออาจเกิดการลัดวงจรอยู่ภายในซึ่งตรงนี้มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการระเบิดขึ้นมา ดังนั้นถ้าเปลี่ยนสายชาร์จแล้วไม่หาย เปลี่ยนมาเสียบชาร์จเข้ากับปลั๊กไฟแล้วก็ไม่ดีขึ้น ก็ให้ลองเปลี่ยนตัวอะแดปเตอร์ดู แต่ก็แนะนำให้ใช้ของแท้และได้มาตรฐานเช่นเดียวกับสายชาร์จจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง

6. มือถือเก่าเกินไปแล้ว

คำว่าเก่าพูดเบา ๆ ก็เจ็บ นั่นเป็นเพราะว่ามือถือรุ่นที่เก่ากว่านั้นมีเทคโนโลยีเกี่ยวกับการชาร์จแบตเตอรี่ที่ด้อยกว่ามือถือรุ่นใหม่ ๆ สมัยนี้ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วกันแล้ว ก็คล้ายกับคนแก่ที่เดินช้ากว่าคนรุ่นหนุ่มสาวนั่นล่ะ ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาในข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองแล้วว่าจะยังคงใช้เครื่องเก่าต่อไปหรือถอยเครื่องใหม่ที่รวดเร็วสดใสไฉไลกว่าเดิมดี?

7. แบตเตอรี่เสื่อม

อีกหนึ่งอย่างที่มาควบคู่กับมือถือเก่าก็คือแบตเสื่อมนั้นเอง แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าอาการแบตเสื่อมจะเกิดขึ้นกับในโทรศัพท์เก่าเท่านั้น เพราะบางครั้งการใช้งานที่ไม่ระวังอย่างเช่นการเล่นเกมไปด้วยเสียบที่ชาร์จไปด้วย หรือแค่แบตลดลงมานิดหน่อยก็รีบชาร์จอีกแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้ก็อาจส่งผลทำให้แบตเตอรี่นั้นเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น ซึ่งถ้าเป็นมือถือรุ่นเก่า ๆ หากมีอาการแบตเสื่อมนั้นจะค่อนข้างได้เปรียบเพราะว่าอาจจะยังสามารถแกะฝาหลังถอดแบตเตอรี่ออกมาเปลี่ยนเองได้แบบชิล ๆ แต่ถ้าเป็นมือถือรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ที่ไม่สามารถถอดแบตเตอรี่เปลี่ยนเองได้ก็คงต้องเอาไปให้ที่ร้านหรือที่ศูนย์เปลี่ยนให้สถานเดียว

8. ระบบปฏิบัติการใหม่เกินไป

คือในบางครั้งการที่เราอัปเดตระบบปฏิบัติการเป็นตัวใหม่ล่าสุดแต่มือถือของเราดันไม่ใช่รุ่นใหม่ ถึงแม้ว่าระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่จะสามารถจัดการและประหยัดพลังงานได้ดีกว่า แต่การที่มือถือของเรานั้นไม่สามารถจัดการกับซอฟแวร์หรือระบบปฏิบัติการใหม่ ๆ ได้ ก็อาจมีผลต่อการใช้พลังงานของแบตเตอรี่เกิดขึ้นได้ ทางแก้ก็คือให้เราย้อนกลับไปใช้ระบบปฏิบัติการในเวอร์ชั่นที่เก่ากว่า หรือพยายามหลีกเลี่ยงการอัพเดทระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ จะได้ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น

9. มีการใช้งานโทรศัพท์ในระหว่างที่ชาร์จแบต

บางครั้งการที่ชาร์จแบตไม่เข้าหรือชาร์จได้ช้าอาจเป็นเพราะว่ามือถือของเรากำลังมีการใช้งานนู่นนี่นั่นที่กินพลังงานของแบตเตอรี่ไปเรื่อย ๆ จนทำให้ชาร์จไฟเข้าไม่ทันก็เป็นได้ อย่างเช่นชาร์จแบตไปด้วยเล่นเกมไปด้วย หรือชาร์จแบตไปวีดีโอคอลไป ตรงนี้นอกจากจะทำให้มีโอกาสแบตเตอรี่เสื่อมได้เร็วขึ้นแล้วก็ยังทำให้การชาร์จแบตเตอรี่นั้นช้าลงไปอีก วิธีการแก้ง่าย ๆ ก็คือให้ทำการปิดเครื่องแล้วชาร์จแบต หรือเปลี่ยนเป็นโหมดเครื่องบินเพื่อให้มีการใช้พลังงานน้อยที่สุดจะได้ชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้นนั่นเอง

และนี่ก็คือสาเหตุที่อาจทำให้แบตเตอรี่มือถือของเรานั้นหมดเร็ว ชาร์จได้ช้าลง หรือชาร์จไฟไม่เข้า ดังนั้นถ้าพบปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่ขึ้นมาก็ลองพิจารณาดูจากสาเหตุและลองทำการแก้ไขเบื้องต้นตามนี้ดูก่อน ซึ่งถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็คงต้องส่งไปให้ที่ศูนย์หรือร้านที่รับซ่อมโทรศัพท์จัดการให้ แต่ต้องพึงระลึกเอาไว้เสมอเลยว่าการกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ไฟฟ้านั้นเราจะต้องมีความระมัดระวังและปลอดภัยเอาไว้ก่อน อย่างที่เราได้เห็นตามพวกคลิปวีดีโอต่าง ๆ เกี่ยวกับการระเบิดของแบตเตอรี่ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและความเสียหายต่อทรัพย์สินได้ ดังนั้นจะทำอะไรก็ต้องปลอดภัยเอาไว้ก่อน แล้วก็อย่าลืมใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานด้วยล่ะ