ZTE แบรนด์สมาร์ทโฟนจากจีนคาดจะทำกำไรได้ในไตรมาสที่ หลังครึ่งปีแรกขาดทุนเนื่องจากถูกมาตรการคว่ำบาตรในอเมริกา

เพิ่งจะจบเดือนสิงหาคมไป ทาง ZTE สมาร์ทโฟนจากจีนเริ่มเห็นแสงสว่างในยอดกำไรของไตรมาสที่สามนี้ หลังโดนสหรัฐอเมริกาแบนและเรียกค่าปรับจนยอดกำไรตก

สำนักข่าวรอยเตอร์ประจำประเทศฮ่องกง รายงานว่าผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติจีนแบรนด์ ZTE ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสี่ของโลกออกมาเปิดเผยว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 นี้บริษัทน่าจะกลับมาทำผลกำไรได้อีกครั้ง หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทต้องเผชิญกับวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจากเจอมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา โดย ZTE ถูกข้อหาแหกข้อตกลงในมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประเทศอิหร่านและประเทศเกาหลีเหนือ จนถูกเรียกค่าปรับเป็นจำนวนเงินสูงถึง 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งทางบริษัท ZTE เองก็ไม่มีทางเลือกถูกบีบให้ต้องจ่ายโดยมีการต่อรองกันจนเหลือยอดที่จ่าย 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นั่นเป็นเหตุให้ผลกำไรของบริษัท ZTE ในช่วงครึ่งปีแรกนั้นขาดทุนในขั้นวิกฤต จนทำให้ยอดขาดทุนมีตัวเลขอยู่ที่ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็เพื่อแลกกับการต่อชีวิตของแบรนด์ในตลาดสมาร์ทโฟนสหรัฐอเมริกาที่น่าลงทุน อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการจ่ายค่าปรับจำนวนมากไป มาตรการลงโทษนี้ก็ถูกปลดล็อคและกลับมาทำการค้าในสหรัฐอเมริกาได้อีกครั้ง

ดูเหมือนว่าตัวเลขที่ทางบริษัท ZTE ได้คาดการเอาไว้หลังจบเดือนกันยายนจะมีแสงสว่างรำไร เพราะวันนี้ทางบริษัท ZTE จะได้ยื่นข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์เมืองเซินเจิ้น ระบุว่าหลังจบไตรมาสที่ 3 นี้จะสามารถกลับมามีกำไรได้อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายที่ผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 3.54 ล้านเหรียญสหรัฐ – 146.4 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีแถลงการจากผู้บริหารของบริษัทกล่าวต่อกลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ตอนนี้ยอดสั่งซื้อและยอดผลิตสินค้าของบริษัทนั้นกลับมาเป็นสภาพปกติแล้ว และอยู่ในระดับเดียวกันกับยอดของเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา

บริษัท ZTE นั้นเป็นบริษัทจีนอีกบริษัทหนึ่งที่มีความพยามที่จะบุกเข้าตลาดประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นที่จับตาอย่างหนักของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับแบรนด์ HUAWEI เชื่อกันว่าเป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐอเมริกากลัวว่าทางรัฐบาลจีนจะร่วมมือกับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนมาเอาความลับทางราชการของประเทศสหรัฐอเมริกาไป