5 รองเท้าญี่ปุ่น แบรนด์ญี่ปุ่นที่ได้รู้จักแล้วจะหลงรักอย่างแน่นอน

สนีกเกอร์ได้รับความนิยมกันอย่างมากไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งยุโรปหรือเอเชียเพราะสวมใส่สบายและใส่ได้กับทุกลุค โดยเฉพาะรองเท้าญี่ปุ่น หรือรองเท้าผ้าใบในสไตล์ญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมาก

สนีกเกอร์หรือรองเท้าผ้าใบเป็นไอเท็มที่ฮอตฮิตมาแรง ต่อเนื่องยาวนานและไม่มีที่ท่าว่าความฮิตจะลดลงเลย เพราะเป็นไอเท็มที่ต้องใช้งานได้บ่อยๆ แมทช์กับไอเท็มอะไรก็ง่ายดาย ดูดีได้ เรียกว่าทั้งชิค ทั้งใส่สบายไปพร้อมๆกัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ใครๆ จะชอบใส่นองเท้าในสไตล์นี้กัน ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในแบรนด์รองเท้าที่น่าสนใจก็ไม่พ้นสนีกเกอร์ในสไตล์ญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า รองเท้าญี่ปุ่น เพราะขึ้นชื่อว่า เป็นรองเท้าที่มีดีไซน์เฉพาะตัว เรียบง่ายน้อยแต่มาก คุณภาพดี งานละเอียด ที่สำคัญราคาก็พอจะเอื้อมไหว วันนี้ใครที่กำลังตามหาสนีกเกอร์คู่ใจเราจึงมีรองเท้าญี่ปุ่น จากฝั่งดินแดนปลาดิบ ประเทศญี่ปุ่นมานำเสนอให้คอสนีกเกอร์ได้ทำความรู้จักกัน มาดูกันสิว่า รองเท้าญี่ปุ่น ที่เขาว่าราคาไม่แรงมาก แต่คุณภาพดีเฟร่อเว่อร์วังและดีไซน์เรียบเก๋ ชิคขั้นสุด มินิมอลขั้นเทพนั้น มีแบรนด์ไหนน่าสนใจและน่าครอบครองเป็นเจ้าของกันบ้าง วันนี้จัดมาให้ แบบเน้นๆ ถึง 5 แบรนด์สุดฮอต และหาซื้อได้ในบ้านเราด้วยล่ะ

เทคนิคการเลือกสนีกเกอร์ให้โดนใจ ใช้ได้จริงและใช้ได้นาน

ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับแบรนด์สนีกเกอร์ ในสไตล์ญี่ปุ่น เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าการจะเลือกซื้อรองเท้าญี่ปุ่น สักคู่หนึ่งนั้นต้องพิจารณาจากอะไร ยังไงบ้าง เพื่อที่เราจะได้เลือกรองเท้าได้โดนใจ ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ตามความต้องการ เพราะรองเท้าญี่ปุ่น หรือสนีกเกอร์คู่หนึ่งราคาก็ไม่ได้น้อยๆ แถมยังต้องใช้กันไปแบบยาวๆ อีก ดังนั้นมันก็ต้องพิถีพิถันกันหน่อย ไม่ต้องรีบร้อนมาเรียนรู้วิธีเลือกให้โดนใจ ใส่สบายกันก่อนดีกว่า

  • เลือกสนีกเกอร์จากกิจกรรมหรือไลฟ์สไตล์ของเรา กิจกรรมที่เราทำหรือไลฟ์สไตล์จะเป็นตัวบ่งบอกที่สำคัญว่าเราควรเลือกสนีกเกอร์แบบไหน เพราะสนีกเกอร์แบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป จะมีรองเท้าแต่ละรุ่นที่ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น หากเราเป็นสายสปอร์ตที่ต้องการนวัตกรรมล้ำ ๆ สำหรับกีฬา ก็ควรเลือกรองเท้าตามประเภทกีฬานั้น ๆ แต่ถ้าเราเป็นสายสตรีทที่ต้องการสนีกเกอร์ที่เน้นดีไซน์สวมใส่สบาย ก็เลือกรองเท้าสนีกเกอร์ไลฟ์สไตล์เท่ๆ คูลๆ ตามที่ต้องการ ไปเลย
  • เลือกสนีกเกอร์จากทรงของรองเท้า เมื่อผ่านขั้นตอนแรกมาแล้วว่าเราอยากได้รองเท้าเพื่อกิจกรรมอะไร ก็มาดูกันต่อที่รูปทรงของรองเท้า สนีกเกอร์มีทรงๆ หลักๆ อยู่ไม่มาก จะไปแตกต่างกันที่ดีไซน์และรายละเอียด รองเท้าแต่ละทรงก็จะมีความสบายหรือมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่แตกต่างกัน เราก็ลองพิจารณาดูว่า รักไอเท็มไหน ชอบทรงอะไร เช่น ทรงหุ้มข้อ - High top sneaker ไอเท็มนี้ก็เน้นความเท่ ความคูล แต่เหมาะกับหนุ่มๆและสาวๆที่ขายาวหน่อยนะ ใครความสูงน้อยก็ไม่แนะนำจ้ะ / ทรงข้อสั้น - Low top sneaker อันนี้เป็นทรงเบสิคที่เราเห็นๆกัน แต่ละแบรนด์ก็จะแตกต่างกันไปในด้านดีไซน์ แต่ใช้งานง่ายได้ทั้งลุคสปอร์ตและไลฟ์สไตล์ / ทรง Mid-cut sneakers มันก็คือการผสมผสานระหว่าง High top + Low top sneaker นั่นเอง และท้ายสุด ทรงกังฟู หรือ Slip on เป็นสนีกเกอร์ไลฟ์สไตล์ที่แมทช์ง่าย แต่ไม่เหมาะสำหรับกิจกรรมกีฬา
  • เลือกสีที่ใช้ได้จริงและถูกจริต การเลือกสีของสนีกเกอร์ก็มีความสำคัญมากมาก เพราะเดี๋ยวนี้สนีกเกอร์ไม่ได้เป็นแค่ไอเท็มกีฬาที่จะใช้เฉพาะกิจในการเล่นกีฬาหรือออกกำลังแล้ว แต่เป็นไอเท็มไลฟ์สไตล์ที่บ่งบอกความเป็นตัวเองของผู้สวมใส่ด้วย ดังนั้น สีของรองเท้าก็มีผลกับลุคของเรามากๆ ใครที่ชื่นชอบความแซ่บจี๊ดก็เน้นโทนสีที่ดูแปลกตาไปได้เลย แต่ใครที่อยากได้แบบคุมโทนใช้งานได้บ่อยๆ แมทช์ง่าย ก็เน้นโทนสีเรียบๆ เช่น สนีกเกอร์สีขาว สีครีม หรือสีดำ ส่วนใครที่ชอบความพิเศษและแตกต่างแนะนำให้ไปส่องในไอเท็มลิมิเต็ดของแต่ละแบรนด์กันนะ
  • เลือกจากแบรนด์ เรื่องของแบรนด์ก็มีผลต่อการตัดสินใจเลือกรองเท้าของแต่ละท่านมาก เพราะรองเท้าญี่ปุ่น แต่ละแบรนด์จะมีเรื่องราว มีสตอรี่ที่แตกต่างกัน และแน่นอนว่ามีลายเซ็นต์หรือดีไซน์ของรองเท้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตนเองด้วย ดังนั้น แต่ละแบรนด์จะมีสาวกเป็นของตนเอง ใครรักชอบแบรนด์ไหนก็ติดตามและซื้อกันเรื่อยๆ ส่วนใครที่ยังไม่มีแบรนด์ในใจ วันนี้เรามีรองเท้าญี่ปุ่น แบรนด์ดังและ ฮอตฮิตไปทั่วโลกมาฝากกัน

5 แบรนดสนีกเกอร์สุดฮอตจากดินแดนอาทิตย์อุทัย #ไม่ใช่เจแปนทำแทนไม่ได้

1. Onitsuka Tiger

เริ่มต้นกันที่รองเท้าญี่ปุ่น แบรนด์สุดฮอต ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี นั่นคือแบรนด์โอนิซึกะแบรนด์นี้ถือว่าเป็นไอเท็มระดับตำนานของประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งโดย ฮาจิโร โอนิซึกะ ในปี 1949 เป็นรองเท้าที่เน้นการผลิตเพื่อตอบโจทย์ของเหล่าวัยรุ่น เพราะแรงบันดาลใจของนาย คิฮาชิโร โอนิซึกะ ที่สร้างรองเท้าแบรนด์นี้ก็เพื่อที่จะะฟื้นฟูความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ให้กลับมามีชีวิตชีวาและกระตุ้นความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวญี่ปุ่นด้วยกีฬา หลังบอบช้ำจากสงครามโลก โดยรองเท้าคู่แรกที่แบรนด์ผลิตก็คือรองเท้าบาสเก็ตบอล และถือเป็นรองเท้าบาสเก็ตบอลคู่แรกของแบรนด์ญี่ปุ่นอีกด้วย ปัจจุบัน Onitsuka Tiger ก็ยังคงยืนหนึ่งในเรื่องของรองเท้าญี่ปุ่น ที่สวมใส่ได้สบาย เป็นไอเท็มฮอตของหนุ่มๆและสาวๆ รุ่นใหม่ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ มีรองเท้ารุ่นฮิตๆ เช่น รองเท้ารุ่น TSUNAHIKI สนีกเกอร์สุดคูลออริจินัลสไตล์ ได้รับแรงบันดาลใจจาก 'Tug of War' ซึ่งเป็นรองเท้าต้นฉบับที่ออกแบบขึ้นในปี 1982 ไอเท็มนี้โดดเด่นที่พื้นรองเท้าชั้นนอกที่มีความกว้างกว่า Upper ของรองเท้าทั่วไป จึงช่วยเพิ่มการยึดเกาะ สวมใส่สบายแต่คงความคลาสสิคตามสไตล์ดั้งเดิม ใครที่ชื่นชอบหรือมองหารองเท้าญี่ปุ่น สวมใส่ง่าย แมทช์ง่าย ใส่ชิลล์ๆได้ ใส่เดินทาง ใส่ท่องเที่ยวสะดวก ก็จัดไปได้กับแบรนด์ลย

หาซื้อรองเท้า Onitsuka Tiger สำหรับผู้ชายได้ที่นี่

2. ASICS

มาต่อกันที่แบรนด์บ้านพี่เมืองน้องของ Onitsuka Tiger นั่นคือ แบรนด์ ASICS รองเท้าญี่ปุ่น สองแบรนด์นี้จะมีดีไซน์ที่ใกล้เคียงกันมาก นั่นก็เพราะเป็นรองเท้าที่ผลิตจากบริษัทฯ เดียวกัน เพียงแต่ว่า ASICS คือรองเท้าญี่ปุ่น ที่ ฮาจิโร โอนิซึกะ เพิ่มการผลิตโดยเน้นที่จะสร้างความโดดเด่นให้เป็นแบรนด์รองเท้ากีฬาคุณภาพเยี่ยม และแน่นอนว่าเพื่อสร้างการจดจำให้ลูกค้าได้ทราบว่า รองเท้าญี่ปุ่น ASICS ต่างจาก Onitsuka Tiger เขาจึงตั้งแบรนด์ใหม่ขึ้นมา โดยใช้ชือว่า ASICS หรือ Anima Sana In Corpore Sano ซึ่งเป็นภาษาลาติน แปลว่า "จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์" ขึ้นมาอีก 1 แบรนด์เพื่อเน้นผลิตรองเท้ากีฬา ดังนั้น รองเท้าจากแบรนด์ ASICS จึงโดดเด่นมากในเรื่องการใช้งานเพื่อเกมส์กีฬา รองเท้าช่วยให้นักกีฬาสามารถควบคุมทิศทางได้ดียิ่งขึ้น มีน้ำหนักเบาและมีแรงส่งที่ช่วยให้การวิ่งเป็นอย่างใจ ทั้งนี้ รองเท้าชนิดที่เป็นที่นิยมที่สุดคือรองเท้าวิ่ง ที่มีการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมต่างมากมาย เช่น เทคโนโลยี ASICS Gel เทคโนโลยีที่ได้ทำการทดลองโดยปล่อยไข่ดิบลงบน Gel Path หนา 3 เซนติเมตร จากความสูง 15 เมตร ได้โดยไม่แตก จึงเป็นเทคโนโลยีกันกระแทกที่ดีสุดๆ จนเป็นที่นิยม ไอเท็มฮอตของแบรนด์นี้ได้แก่ ASICS Gel Collection 2017 รองเท้าญี่ปุ่น หนังกลับดีไซน์เรียบเท่ คล้าย Onitsuka Tiger แต่เพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่งเข้าไป จึงใช้ได้แบบคุ้มค่า จะสวมใส่ไปเที่ยว ออกกำลังกาย หรือเดินทางก็ครบทุกฟังก์ชั่น แต่ถ้าใครอยากได้ไอเท็มสุดจัดของสายวิ่ง แนะนำเป็น ASICS Gel-Lyte Runner "Chameleoid Pack" รองเท้าวิ่งเปลี่ยนสี หรือที่เรียกกันว่ากิ้งก่า ASICS คู่นี้จัดมาครบในฟังก์ชั่นการวิ่ง สีสันสดใสแซ่บจี๊ด โดดเด่นตรงที่มองต่างมุมก็จะเห็นเป็นต่างสีอีกด้วย

หาซื้อรองเท้า ASICS สำหรับผู้ชายได้ที่นี่

3. MIZUNO

ต่อกันที่สนีกเกอร์สุดคลาสสิค เจ้าของสตอรี่ สนีกเกอร์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามโลกแฟชั่น นั่นคือรองเท้าญี่ปุ่น แบรนด์ MIZUNO หรือ มิซุโนะ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1906 ที่เมืองโอซะกะ โดยพี่น้องตระกูลมิซุโนะ ได้แก่ ริฮะชิ มิซุโนะและริโซะน้องชาย โดยระยะแรกเน้นการนำเข้าเพื่อจำหน่ายสินค้ากีฬาจำพวกถุงมือเบสบอล ไม่กอล์ฟจากตะวันตก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1913 จึงได้เริ่มต้นผลิตถุงมือเบสบอล ผลิตไม้กอล์ฟ และเริ่มผลิตรองเท้ากีฬา ด้วยแนวคิดว่าอยากส่งเสริมนักกีฬาประเทศญี่ปุ่นในทัดเทียมนานาชาติ ด้วยการผลิตเทคโนโลยีที่ดีมารองรับ นวัตกรรมที่โดดเด่นของแบรนด์ MIZUNO ได้แก่ แผ่นรอง MIZUNO อย่าง Wave ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแรกระแทกและช่วยส่งพลังให้นักวิ่งได้เป็นอย่างดี จนได้รับการยอมรับและเป็นไอเท็มกีฬาที่ขายดิบขายดีระดับโลก ในปัจจุบัน MIZUNO จึงมีโรงงานผลิตอยู่ในหลายประเทศ เช่น เยอรมนี, ฝรั่งเศส, สาธารณรัฐประชาชนจีน, สกอตแลนด์ และฮ่องกง สำหรับใครที่สนใจรองเท้าญี่ปุ่น แบรนด์นี้ บอกก่อนว่าเป็นไอเท็มสนีกเกอร์ที่คงความคลาสสิกในดีไซน์มากๆ และโดดเด่นในเรื่องความสวมใส่สบาย เป็นรองเท้าวิ่งชั้นยอดเช่นกัน ดีไซน์ของรองเท้าจะเป็นลักษณะ Dad Shoes ตามเทรนด์ฮิตของช่วงนี้พอดี รุ่นฮิตๆ ก็ เช่น MIZUNO Wave Rider รองเท้าวิ่งที่ขายดีมาก ขายหมดจากประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว แต่ตามร้านดังๆในต่างประเทศก็ยังพอหาได้ ส่วนใครที่ชื่นชอบแนวไลฟ์สไตล์ แบรนด์ฮิปๆ รองเท้าญี่ปุ่น แบรนด์นี้ เพิ่งออกคอลเลคชั่น MIZUNO RB Line ที่จะเน้นสินค้า Lifestyle มาด้วยนะ

หาซื้อรองเท้า MIZUNO สำหรับผู้ชายได้ที่นี่

4. RFW

เอาใจสายชิล สายมินิมอลกันบ้างกับรองเท้าญี่ปุ่น ที่ถูกใจหนุ่ม-สาวชาวฮิปเตอร์ และชาวมินิมอลมากที่สุด นั่นก็คือ รองเท้าผ้าใบแบรนด์ RFW จากญี่ปุ่น เพราะรองเท้าของแบรนด์นี้โดดเด่นมากในความเรียบง่าย ดีไซน์เก๋ และราคาที่ไม่แรงจนเกินตัว RFW เป็นแบรนด์รองเท้าผ้าใบเทรดดิชั่นหรือสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1998 โดยคุณ TAKASHI KANOKOGI ผู้ซึ่งสนใจในงานด้านดีไซน์และการออกแบบ จึงไปฝึกฝนร่ำเรียน Designer มาจากประเทศอังกฤษ ก่อนจะกลับมาผลิตรองเท้าและเปิดแบรนด์ของตนเอง ในชื่อ RFW โดยเน้นการดีไซน์ให้มีความทันสมัย โดดเด่นด้วยคุณภาพ ความประณีตในการตัดเย็บและ ดีไซน์ที่ความเรียบง่ายแบบมินิมอล รองเท้าโดยส่วนมากของแบรนด์ RFW จะผลิตด้วยผ้าแคนวาส (Canvas) คุณภาพสูง ผ้ากำมะหยี่ (Velour), ในส่วนของพื้นเป็นพื้นยางพารา (Rubber sole) ตกแต่งด้วยเชือกเส้นกลม, และดีไซน์ด้วยการเล่นแถบสีตามขอบยางรองเท้า, ป้ายส้นปั้มนูน, เดินด้ายตามสีของผ้าใบ

5. LOSERS

มาต่อกันที่รองเท้าญี่ปุ่น สไตล์สุดคูลอีกแบรนด์ ใครที่ชื่นชอบในรองเท้าญี่ปุ่น ต้องหลงรักแบรนด์นักสู้ผู้ผ่านความแพ้พ่ายแบรนด์นี้ นั่นคือแบรนด์ LOSERS สนีกเกอร์ชื่อดังที่นำเอาศิลปะอันทรงคุณค่าของประเทศญี่ปุ่นมาผสมผสานในการออกแบบรองเท้าผ้าใบหรือสนีกเกอร์ให้มีความโดดเด่นเฉพาะตัว รองเท้าของแบรนด์นี้แน่นอนว่านอกจากจะสวยงามลงตัวแล้ว คุณภาพก็ดีตามสไตล์ญี่ปุ่นที่เน้นเรื่องความละเอียด และคุณภาพของรองเท้า ใครที่ยังไม่คุ้นชื่อ หรือยังไม่ค่อยรู้จักวันนี้มาลองทำความรู้จักแบรนด์นี้กัน

รองเท้าญี่ปุ่น แบรนด์ LOSERS เริ่มต้นก่อตั้งในปี 1975 โดยมีเป้าหมายที่สำคัญในการผลิตสินค้าที่สร้างการออกแบบที่ยึดมั่นกับปรัชญาแนวคิด Iki ไอกิ หรือ แนวคิดของความงามและความเพียรอันไม่สิ้นสุด ดังนั้นสโลแกนของพวกเขาคือในการผลิตสินค้าคือ "ความไม่ท้อที่จะก้าวไปข้างหน้า" ดังนั้นสำหรับแบรนด์ LOSERS ที่แปลตรงตัวว่า" ผู้แพ้" นี้ ความหมายของผู้แพ้ ไม่ใช่การดูถูก แต่เป็นเรื่องของการให้กำลังใจ และสร้างความภาคภูมิใจว่า ผู้แพ้จะต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองเพื่อจะก้าวหน้าต่อไป การผลิตสนีกเกอร์ของ LOSERS ก็อิงการดีไซน์ตามแนวคิดนี้ เน้นที่ความเรียบง่าย สวมใส่สบาย และซื่อสัตย์งดงามตามสุนทรียภาพแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รูปแบบโทนสีของแบรนด์ LOSERS จะเน้นไปที่สีน้ำตาลและสีเทา ซึ่งเป็นสีรองเท้าที่สมัยเอโดะชาวบ้านทั่วไปได้รับอนุญาตให้สวมใส่ ไอเท็มฮิตของแบรนด์นี้ จะเป็นรองเท้า Slip on หรือรองเท้ากังฟู ในสไตล์มินิมอล

จบไปแล้วกับการรีวิว รองเท้าญี่ปุ่น 5 แบรนด์สุดฮอตจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ประเทศญี่ปุ่น ใครรักชอบแบรนด์ไหน สไตล์ใด ก็ลองไปเลือกหากันที่เหมาะเจาะเหมาะใจดูได้ เพราะแต่ละแบรนด์ก็บอกได้เลยว่ามีข้อเด่นที่แตกต่างกันจริงๆ แต่ยังไงซะ อย่าลืมเลือกให้เหมาะกับกระเป๋าสตางค์กันด้วยนะ