ASICS เปิดตัวต้นแบบรองเท้าอัจฉริยะติดเซ็นเซอร์ไว้ที่พื้นรองเท้า แสดงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์

เทรนด์การออกกำลังกายด้วยการวิ่งนั้นกำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก และในยุคที่เทคโนโลยีการกีฬาสุกงอมผู้ผลิตอย่าง ASICS ก็มีการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำมาใช้กับรองเท้าวิ่งของตัวเองในงาน CES 2020 คาดราคาไม่เกินหมื่น

ASICS (เอสิกส์) ผู้ผลิตรองเท้าและผลิตภัณฑ์ทางการกีฬาสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีสโลแกนประจำบริษัทว่า "จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์" เป็นผู้ผลิตอีกรายที่นำเทคโนโลยีของตัวเองมานำเสนอที่งาน CES 2020 เป็นต้นแบบรองเท้าวิ่งอัจฉริยะ (ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ) มีการติดเซ็นเซอร์เอาไว้ในตัว โดยร่วมมือกับบริษัทผลิตเซ็นเซอร์ในญี่ปุ่นคือ no new folk รุ่นนี้วางขายจริงน่าจะได้รับความสนใจไม่น้อยเพราะมันล้ำสมัยไม่น้อยเลยล่ะ

งานใหญ่ทั้งทีทาง ASICS เลยยกผลงานจาก ASICS Institute of Sport Science (ISS) ของตัวเองมาอวดให้โลกเห็น โดยเป็นรองเท้าวิ่งที่มากับเซ็นเซอร์ที่สามารถแสดงผลได้แบบเรียลไทม์เป็นการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมารวมกับรองเท้ากีฬา ซึ่งเซ็นเซอร์ลักษณะนี้ของทาง no new folk เคยถูกนำมาใช้บ้างแล้วในรองเท้ารุ่น ORPHE TRACK ที่วางขายในญี่ปุ่นมาได้สักระยะ รูปแบบจะเป็นการวางเซ็นเซอร์เอาไว้ที่พื้นรองเท้า สามารถวัดการเคลื่อนไหวได้หกแกน วัดแรงกระทำต่างๆ รวมถึงการสั่นสะเทือนเมื่อมีการเคลื่อนที่ ควบคุมการทำงานด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ STM32L4 ที่ใช้พลังงานต่ำทำให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานมากขึ้น

ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์เอาไว้ภายในพื้นรองเท้านักวิ่งสามารถรู้ได้ว่าตัวเองมีการเผาผลาญพลังงานไปแล้วมากน้อยเพียงใด รวมถึงยังช่วยวิเคราะห์รูปแบบการวิ่งและท่าทางก่อนจะนำมาแสดงผลผ่านแอพพลิเคชั่นที่ทำงานร่วมกัน โดย Kenichi Harano เจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดการทั่วไปของทาง ASICS กล่าวว่าหนึ่งในกลยุทธ์หลักของบริษัทคือการเสริมสร้างประสบการณ์การกีฬาผ่านเทคโนโลยีดิจิตอลผ่านสถาบันด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จนได้มาเป็นต้นแบบของเราเท้าอัจฉริยะนี้

no new folk ORPHE TRACK

โดยราคาค่าตัวแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่ถ้าอ้างอิงจากรุ่น ORPHE TRACK ที่วางขายอยู่ด้วยราคา 32,780 เยนหรือประมาณ 9,200 บาท คาดว่ารองเท้ารุ่นใหม่จากทาง ASICS นั้นก็น่าจะมีราคาที่ไม่ทิ้งห่างกันมากนัก ซึ่งตัวแทนบริษัทก็บอกใบ้ว่าจะราคาไม่แพงมากด้วย ส่วนกำหนดเปิดตัวรองเท้าอัจฉริยะจากทาง ASICS นั้นจะเป็นภายใน 2020 ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมนั้นยังคงต้องรออัพเดตกันต่อไป