รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ปลดหนี้แบบมีสติ

เทคนิคง่ายๆ ช่วยคุณปลดหนี้บัตรเครดิตให้เร็วขึ้น รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต คืออะไร แล้วเราต้องเตรียมตัวอย่างไร?

การสร้างหนี้จากบัตรเครดิต เมื่อมันเกิดมาแล้ว ก็ต้องยอมรับ หาทางแก้ไข อย่างถูกวิธีและ มีสติ อย่าง รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ก็เป็นทางออกกหนี่ง รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต คือ การปิดหนี้บัตรเครดิตเงินกู้บัตรใบเดิม ดัวยเงินกู้ใหม่ โดยการไปปรึกษาจากธนาคารใหม่หรือธนาคารเดิมก็ได้ เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง ต่ออายุ และฐานะทางการเงินเราด้วย ทำให้เราเสียอัตราดอกเบี้ยที่น้อยลง

เทคนิคง่ายๆ ช่วยคุณปลดหนี้บัตรเครดิตให้เร็วขึ้น

จริงใจและซื่อตรงกับตัวคุณเอง

ก่อนที่คุณจะเริ่มหาหนทางในการลดหนี้บัตรเครดิต คุณควรจะรู้ว่าตัวคุณอยู่ตรงจุดไหน กล่าวง่ายๆ คนส่วนใหญ่มักจะบอกใครๆ ว่ามีหนี้อยู่ประมาณ 10,000 บาท ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจมีอยู่ถึง 25,000 หรือ 35,000 บาท! ดังนั้น คุณจะไม่มีทางรู้ตัวเลยว่าคุณมีภาระหนี้เท่าไรหากคุณไม่ยอมซื่อตรงกับตัวคุณเอง ถึงจุดที่คุณจำเป็นต้อง รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต แล้วหรือยัง ดังนั้น คุณลองจดจำนวนหนี้บัตรเครดิตที่คุณมี และอัตราดอกเบี้ยติดไว้กับบัตรเครดิตทุกใบที่คุณมี (มันยังช่วยเตือนคุณด้วยว่ามีหนี้เท่าไร และไม่ควรจะรูดเพิ่มให้เป็นหนี้สะสมเข้าไปอีก)

ปรับโครงสร้างหนี้และอัตราดอกเบี้ยของคุณ

วิธีที่เร็วที่สุดที่จะจัดการกับหนี้บัตรเครดิตของคุณ คือ รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต การเจรจาเพื่อขออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ซึ่งหากคุณสามารถลดมันลงได้ แม้เพียงไม่กี่จุด มันก็จะช่วยลดยอดหนี้ของคุณได้พอสมควรเลย

บันทึกและติดตามค่าใช้จ่ายของคุณ

ให้จดทุกการใช้จ่ายของคุณที่เป็นรายจ่ายปกติและที่จำเป็นต้องจ่าย เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าสาธารณูปโภค ค่าประกัน ค่าผ่อนรถ ยอดชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิต ค่ามือถือ ค่าอินเตอร์เน็ต ฯลฯ จากนั้นก็ให้ไล่เรียงค่าใช้จ่ายผันแปรที่สามารถเกิดกับคุณได้ในแต่ละเดือน เช่น การทานข้าวนอกบ้าน ดูหนัง ท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่คุณจะได้ทราบรายจ่ายของคุณในแต่ละเดือน คุณเองก็จะสามารถมองภาพรวมการเงินของคุณได้ด้วยการนำรายจ่ายมาเปรียบเทียบกับรายรับ ก็จะทำให้ทราบเบื้องต้นถึงความสามารถในการชำระเงินของคุณ เพื่อจะได้ไม่รูดบัตรเครดิตจนเกินตัวไป

กำหนดงบประมาณ

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว เมื่อคุณทราบค่าใช้จ่าย ก็ถึงคราวที่คุณจะต้องจัดเรียงลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายด้วยการตั้งงบประมาณให้การใช้จ่ายแต่ละอย่าง ซึ่งเราแนะนำว่าการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมนั้นไม่ใช่การตึงเครียดกับการใช้ชีวิตของคุณจนเกินไป นั่นคือ ไม่ใช่การตัดค่าใช้จ่ายนั้นออกไป แต่ให้ปรับงบประมาณที่ใช้ได้กับสิ่งนั้นให้น้อยลง รวมทั้งจัดสรรไปเป็นเงินออมด้วยก็จะยิ่งดี เช่น อนุญาตให้ตัวเองไปทานข้าวนอกบ้านได้อาทิตย์ละครั้ง เป็นต้น

เลือกแนวทางการชำระหนี้ที่เหมาะสม

สถาบันการเงิน ต้องตรวจสอบประวัติการขอสินเชื่อ ประวัติการชำระหนี้ จาก บริษัท ข้อมูลเครดิต ต้องยอมรับว่าปกติ การที่จะขอรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ต้องเป็นคนที่มีอาชีพการงาน รายได้มั่นคง มีเงินเดือน การขอรีไฟแนนซ์ ก็คงไม่ยาก มีแนวทางการบริหารหนี้บัตรเครดิต โดยทางธนาคารจะจัดการรวมหนี้บัตรเครดิตทุกใบของคุณ ชำระหนี้กับบัตรที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดให้หมดก่อน และจะทำการปืดบัตรให้คุณเลย ยกตัวอย่าง Citi Advance Citi Personal Loan ที่มีบริการโอนยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตและสินเชื่อ

ค้นหาแรงจูงใจและการสนับสนุน

ให้คุณลองสร้างเป้าหมายที่คุณต้องการทำให้สำเร็จ บางทีการเคลียร์หนี้บัตรเครดิตก็อาจนำคุณไปสู่การเริ่มต้นดาวน์บ้านสักหลัง หรือเริ่มต้นธุรกิจที่ฝันไว้ โดยไม่ต้องผวากับบิลเรียกเก็บเงินที่มาอัดแน่นอยู่ในตู้จดหมายทุกเดือนๆ หรือหากเริ่มต้นด้วยตัวเองมันยากไป คุณอาจไปหากลุ่มชุมชนที่สามารถกระตุ้นหรือสนับสนุนให้คุณเริ่มต้นทำอะไรที่ดีกับสภาพการเงินของคุณได้ เราแนะนำให้คุณลองเขียนเป้าหมายของคุณใส่กระดาษและนำไปใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ของคุณ และเมื่อคุณถูกเร้าให้ต้องใช้จ่ายเกินตัวไป ก็ให้มองดูเป้าหมายนั้นเพื่อเป็นการเตือนให้คุณระลึกถึงสิ่งที่สำคัญกว่าที่คุณต้องทำให้สำเร็จ

ศึกษาหาความรู้ทางการเงิน

เมื่อคุณเริ่มลงมือจัดการกับหนี้บัตรเครดิตตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว คุณควรติดตามการใช้จ่ายของคุณอย่างต่อเนื่องด้วย โดยอาจจดบันทึกภาระหนี้สินของคุณตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มแก้ไขปัญหา และจดต่อไปในแต่ละเดือน และนำมาเปรียบเทียบว่าระยะเวลาที่ผ่านมาคุณมีหนี้สินน้อยลงหรือไม่ ลองศึกษาหาความรู้จากสถาบันทางการเงินต่างๆ จะพบว่า มีหลายโครงการที่น่าสนใจ อย่างเช่น โครงการคลินิกแก้หนี้ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ดูแลภายใต้ บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ทั้งให้ความรู้สำหรับวินัยทางการเงิน โดย สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ แก้ไขปัญหาหนี้ของลูกหนี้รายย่อย มีผู้ประกอบการ 19 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ

ตรรกะง่ายๆ เลยที่คุณลองทบทวนตัวคุณเองเลยว่า ระหว่างการซื้อของโดยใช้เงินสด กับใช้บัตรเครดิต วิธีการไหนที่คุณมีความยับยั้งชั่งใจมากกว่ากัน คุณลองไปปฏิบัติด้วยการนำบัตรเครดิตไปเก็บไว้ในที่ หรือจุดใดจุดหนึ่งที่คุณเอื้อมไปหยิบหรือไม่สามารถนำมาใช้ได้ง่ายๆ และก็ลองพยายามวางแผนการใช้จ่ายโดยใช้เงินสดให้ได้เท่าที่จะเป็นไปได้