วิธีรับมือกับ หนี้บัตรเครดิต อย่างมีชั้นเชิง

บัตรเครดิตเปรียบเสมือนตัวช่วยสำหรับหลายๆ คนเงินสดไม่พอเพียงในการใช้จ่าย ต้องหาแหล่งเงินกู้ อย่าปลดหนี้แบบผิดๆ บริหารจัดการชำระหนี้ไม่ถูกวิธี มันมีหลายทางในปิดบัตรเครดิต มาดูวิธีจัดการเคลียร์หนี้บัตรเครดิต แบบมืืออาชีพกัน

บัตรเครดิต ซึ่งหากใครใช้มันอย่างถูกต้องเหมาะสม ก็ถือเป็นตัวช่วยในการบริหารการเงินได้ดีเลย ในทางกลับหลายคนต้องเผชิญกับปัญหา "หนี้บัตรเครดิต" ที่เกิดจากการใช้จ่ายแบบไร้ขอบเขตและไม่จัดการกับค่าใช้จ่ายที่นับวันจะยิ่งเป็นหนี้สินพอกพูน อย่างไรก็ตาม การมีบัตรเครดิตก็ยังถือเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การใช้ชีวิตได้มาก ดังนั้น เมื่อเรายังอยากใช้บัตรเครดิต เราก็ต้องมีวิธีบริหารจัดการกับเจ้าบัตรพลาสติกทรงอำนาจนี้ รวมทั้งการรับมือกับ "หนี้บัตรเครดิต" ที่เหมาะสม และนี่คือวิธีที่คุณจะใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

บัตรเครดิตก็เหมือนดาบ 2 คม แต่

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้

เป็นไปได้ที่คุณจะใช้บัตรเครดิตได้ตามปกติโดยไม่มีหนี้บัตรเครดิต ทำอย่างไรน่ะเหรอ? ก็ให้ใช้บัตรเครดิตกับค่าใช้จ่ายที่คุณสามารถชำระได้จริง นั่นคือให้ใช้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือในการชำระเงิน ไม่ใช่เป็นเครื่องมือในการสร้างหนี้สิน โดยคุณจะต้องคอยติดตามการใช้จ่ายของคุณอยู่เสมอๆ เพื่อดูว่าเรามีเงินเพียงพอจะใช้ชำระหรือไม่

คุณต้องรู้จักว่าเมื่อไรที่สินเชื่อระยะสั้นมีข้อเสนอที่ดี

ในบางคราวการใช้บัตรเครดิตในการใช้จ่ายก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและระมัดระวัง ในกรณีที่การชำระคืนนั้นมีกรอบเวลาที่สั้น ตัวอย่างเช่น คุณหมายตาเฟอร์นิเจอร์สักชิ้นเอามาประดับในห้องนั่งเล่นที่คอนโด สมมติว่าราคาประมาณ 20,000 บาท แต่คุณไม่อยากจะชำระเป็นเงินสดในทันที และจะใช้บัตรเครดิตชำระแทน ซึ่งสามารถชำระได้ใน 4 เดือนแบบดอกเบี้ย 0% หรือดอกเบี้ยต่ำในระยะ 3 เดือน ก็ถือว่าดีลนี้เป็นความคิดที่ไม่เลว ดีกว่าเอาเงินก้อนจ่ายไปทีเดียวจริงมั้ย

คุณเป็นหนี้ได้ง่ายๆ แต่จ่ายคืนกลับยากเย็น

เป็นวลีที่ควรท่องจำให้ขึ้นใจ เพื่อจะได้ใช้บัตรเครดิตอย่างมีสติ ไม่ใช่รูดแบบไม่ลืมหูลืมตา จนรู้ตัวอีกที หนี้สิน หนี้บัตรเครดิต ก็กองสุมหัวเสียแล้ว เมื่อเริ่มใช้บัตรเครดิต ผู้ถือบัตรส่วนใหญ่จะมีวงเงินจำกัดอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก แต่วงเงินก็จะมีการปรับขึ้นตามอายุการใช้งานและประวัติของผู้ถือบัตร ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีวงเงินสูงขึ้น ก็เหมือนเรามีอำนาจในการใช้จ่ายที่มากขึ้น ในทางกลับกันเราก็ต้องระมัดระวังในการใช้บัตรเครดิตให้มากกว่าเดิม จริงอยู่ว่าวงเงินบัตรของคุณมีมากขึ้น ทำให้คุณใช้จ่ายตามวงเงินได้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงนั่นไม่ได้แปลว่าเงินในกระเป๋าหรือรายรับของคุณเพิ่มขึ้นตามวงเงินบัตรเครดิตหรอกนะ

หนี้บัตรเครดิต มีผลต่อคะแนนเครดิตของคุณ

ในการใช้บัตรเครดิตนั้น คุณไม่เพียงแต่ต้องสอดส่องดูแลไม่ให้มีหนี้คงค้างในบัญชีบัตรเครดิตของคุณ แต่การที่เรามียอดติดลบในบัญชีมากๆ นั้นย่อมส่งผลต่อคะแนนความน่าเชื่อถือทางการเงินของเราด้วย และเพื่อเป็นการทำคะแนนสวยๆ ในบัญชีบัตรเครดิตของคุณ คุณควรให้ยอดคงเหลืออยู่ไม่ต่ำกว่า 30% ของวงเงินที่มีให้ หรือถ้าเป็นไปได้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินหลายๆ ท่านก็แนะนำเลยว่าทางที่ดีพยายามบริหารให้ยอดหนี้คงค้างในบัตรของคุณอยู่ใกล้ "ศูนย์" ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็ยิ่งดี

นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงปัญหาจากหนี้บัตรเครดิตอีกอย่างที่แนะนำก็คือ การชำระเงินตรงเวลาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากคุณมักจะชำระเงินล่าช้าหรือข้ามงวดการชำระไป ผู้ให้บริการบัตรเครดิตของคุณก็จะมีเอกสารเตือน และต้องแจ้งรายงานไปยังเครดิตบูโรในกรณีที่มีการผิดนัดชำระหนี้เกิน 60 วัน (ทั้งนี้สามารถตรวจสอบรายละเอียดที่ถูกต้องได้จากผู้ให้บริการบัตรเครดิตของคุณ)

เอาเป็นว่า ท่องไว้ค่ะ "ยิ่งคุณผิดนัดการชำระหนี้บัตรเครดิตบ่อยเท่าไร คะแนนความน่าเชื่อถือทางการเงินของคุณก็แย่ลงเท่านั้น" และรายงานเชิงติดลบของคุณจะไม่ถูกลบออกจากเครดิตบูโรอีกหลายปีเลยนะ ซึ่งเท่ากับว่าคุณจะมีอุปสรรคชิ้นโตกรณีที่คุณจำเป็นต้องทำเรื่องเพื่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างๆ เช่น ซื้อที่อยู่อาศัย ซื้อรถ ลงทุนทำธุรกิจ เป็นต้น

การเคลียร์หนี้บัตรเครดิต

แม้ว่าคุณจะมี หนี้บัตรเครดิต ที่ต้องชำระคืนอยู่มากโข แต่คุณก็สามารถบริหารจัดการการชำระหนี้บัตรเครดิตของคุณได้ ซึ่งก็มีคำแนะนำ "การบริหารจัดการวิกฤตทางด้านการเงิน" เอาไว้ว่า

  • จำกัดวงเงินการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต โดยใช้ในสิ่งจำเป็นพื้นฐานเท่านั้น เพื่อจะได้นำเงินสดไปเคลียร์หนี้ให้ลดลง
  • ลองปรึกษากับบริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตของคุณ เพื่อขอลดอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตของคุณ
  • จัดลำดับความสำคัญในการชำระหนี้บัตรเครดิต (โดยเฉพาะกรณีผู้ที่ถือบัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบ) โดยแนะนำให้เลือกชำระหนี้กับบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าก่อน และก็เรียงลำดับไป
  • ตรวจสอบการเรียกเก็บเงินด้วยว่ารายการถูกต้องหรือไม่ นอกจากดูความถูกต้องของรายการที่จะต้องชำระแล้ว ณ เวลานั้นคุณก็จะได้ทบทวนไปด้วยว่าคุณใช้จ่ายเงินในบัตรเครดิตไปกับอะไรบ้าง ทีนี้ล่ะหลายๆ คนอาจจะมานั่งคิดให้รอบคอบมากขึ้นก่อนจะรูดปรื๊ดๆ

แล้วถ้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ล่ะ จะทำอย่างไร?

กรณีที่ผู้ที่เป็น หนี้บัตรเครดิต และมาถึงจุดที่ว่าคุณไม่สามารถชำระหนี้ที่มีอยู่ได้ วิธีก็คือ ให้ขอความช่วยเหลือ โดยคุณลองขอคำปรึกษากับผู้ให้บริการบัตรเครดิตของคุณเองนั่นล่ะ เพื่อช่วยในการจัดการข้อตกลงในการชำระหนี้ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ที่จะมีการลดอัตราดอกเบี้ย ผ่อนชำระเป็นงวดๆ โดยไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มเติม หรือขอลดหย่อนหนี้ แต่หากทางบริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตของคุณไม่ยินยอม อีกทางเลือกหนึ่งคือ คุณลองไปปรึกษาที่ปรึกษาที่เครดิตบูโรเพื่อขอคำแนะนำในการวางแผนเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตให้เหมาะสม

คุณไม่ต้องติดคุกหากคุณไม่ได้ชำระหนี้ แต่...

หลายๆ ท่านที่ประสบปัญหา หนี้บัตรเครดิต ต่างก็มีความกังวลว่าจะต้องไปพักร้อนในห้องขัง หากคุณไม่สามารถชำระหนี้เหล่านั้นได้ จริงอยู่ว่าไม่มีบทลงโทษให้จำคุกสำหรับผู้ที่เป็นหนี้บัตรเครดิต ทว่ายังมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่คุณไม่สามารถละเลยไปได้ เพราะบริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตสามารถฟ้องร้องคุณได้ตามกฎหมาย และหากคุณแพ้คดี ทางบริษัทก็จะสามารถทำการอายัดค่าจ้างของคุณ หรือทรัพย์สินที่ไม่ได้รับการยกเว้น และสินทรัพย์ของคุณ ฉะนั้นการใช้ชีวิตอย่างไม่มีหนี้สินจึงถือเป็นสิ่งที่ผู้ถือบัตรเครดิตทั้งหลายควรจำให้ขึ้นใจ นอกจากสิ่งที่เรากล่าวมาแล้วข้างต้น สำหรับใครที่ประสบปัญหาหนี้บัตรเครดิต และยังไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับมันอย่างไร ก่อนอื่นตั้งสติ

ขั้นตอนการเคลียร์หนี้บัตรเครดิต

ลองหาวิธีที่ปิดบัตรเครดิตที่เหมาะกับตัวคุณ

หากคุณต้องการจัดการกับปัญหาหนี้บัตรเครดิตของคุณอย่างจริงจัง คุณอาจเริ่มที่การวางแผนการชำระหนี้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ เช่น

  • ชำระมากกว่ายอดชำระขั้นต่ำ: บริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตให้ข้อเสนอในการชำระเงินด้วยยอดชำระขั้นต่ำจากยอดรวมในแต่ละเดือน ซึ่งตามปกติจะติดที่อัตรา 2 - 3% จากยอดชำระรวม ในทางกลับกันผู้ให้บริการก็ทำเงินจากยอดดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่ายจากการชำระด้วยยอดขั้นต่ำนั่นล่ะ ยิ่งคุณยืดเวลาการชำระจากยอดเต็มไปเท่าไร คุณก็จ่ายเงินเพิ่มตามดอกเบี้ยไปเท่านั้น
  • การชำระหนี้แบบสโนว์บอล: วิธีนี้เป็นการใช้จิตวิทยาด้านการสร้างแรงจูงใจในการชำระหนี้ โดยให้คุณจัดลำดับความสำคัญของยอดหนี้ ที่เริ่มด้วยยอดที่น้อยที่สุดก่อน เมื่อคุณเคลียร์หนี้ก้อนแรกที่จำนวนน้อยที่สุดไปได้ คุณก็จะมีกำลังใจในการเคลียร์หนี้ก้อนต่อไปที่มีจำนวนมากกว่า และเป็นลำดับไปเรื่อยๆ จนคุณสามารถชำระหนี้บัตรเครดิตทั้งหมดได้สำเร็จ
  • การชำระหนี้แบบหิมะทลาย: แนวคิดการสร้างแรงจูงใจคล้ายๆ กับวิธีสโนว์บอล แต่แทนที่จะเริ่มเคลียร์จากหนี้ที่มียอดน้อยที่สุด เราจะเริ่มชำระหนี้ก้อนใหญ่ที่สุด หรือดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน ซึ่งวิธีนี้หากทำได้ ก็นับว่ามีความรวดเร็วและช่วยเซฟเงินได้มากกว่าวิธีสโนว์บอล
  • การชำระหนี้แบบอัตโนมัติ: นั่นคือการที่คุณชำระหนี้บัตรเครดิตให้เป็นไปตามอัตโนมัติ คือ ตามยอด และตรงเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยที่จะมาเพิ่มยอดหนี้ของคุณในกรณีชำระล่าช้า

รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต

กรณีที่เครดิตคุณดี แต่ภาระหนี้มันช่างท้วมท้นเหลือเกิน ลองปรึกษาธนาคาร ทำรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ลองรวมภาระหนี้บัตรเครดิตทั้งหมดให้เหลือบัญชีเดียว ด้วยวิธีนี้ในแต่ละเดือนคุณก็จะมียอดชำระเหลือเพียงบัญชีเดียว ซึ่งทำได้ด้วยวิธีการ อาทิ

  • การโอนยอดบัตรเครดิตแบบ 0%: อาจจะดูว่าการสมัครบัตรเครดิตจะเป็นเรื่องขัดๆ สักหน่อยเมื่อคุณกำลังจะล้างหนี้บัตรเครดิต แต่วิธีนี้จะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้ในระยะยาว โดยให้ลองหาบัตรเครดิตที่มีข้อเสนอดอกเบี้ย 0% ตามระยะเวลาที่กำหนด ลองที่เงื่อนไข 15–18 เดือน และให้โอนยอดของบัตรเครดิตทั้งหมดของคุณมาไว้ที่บัตรนี้ ด้วยวิธีนี้คุณก็จะมีการชำระเงินเพียงบัญชีเดียวในแต่ละเดือน และคุณก็ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย
  • สินเชื่อส่วนบุคคล: ก็จะคล้ายๆ กันตรงที่คุณกู้สินเชื่อที่มีข้อเสนอดอกเบี้ย 0% หรือดอกเบี้ยต่ำในระยะเวลาที่กำหนด และนำเงินนั้นมาชำระหนี้บัตรเครดิต กรณีนี้แม้ว่าคุณจะต้องเสียดอกเบี้ย แต่ตามปกติดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลก็มักจะต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่แล้ว

บริหารจัดการร่วมกันกับผู้ให้บริการบัตรเครดิต

ลองขอคำปรึกษากับบริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตของคุณเพื่อเจรจาในเงื่อนไขการชำระหนี้ เช่น ชำระหนี้ด้วยอัตราขั้นต่ำที่น้อยลง หรือดอกเบี้ยต่ำลง ซึ่งหากคุณเป็นลูกค้าที่ใช้บริการมานานและมีประวัติที่ดี ผู้ให้บริการบัตรเครดิตส่วนใหญ่ก็ยินดีที่จะช่วยบริหารจัดการการชำระหนี้ร่วมกับคุณ นอกจากนี้ จะเป็นการดีหากคุณชี้แจงถึงสถานการณ์และขั้นตอนที่คุณวางแผนไว้ในการชำระหนี้ ก็จะยิ่งเป็นการแสดงถึงความตั้งใจที่เราต้องการจะจัดการกับปัญหาหนี้บัตรเครดิตของเราด้วย

หาความช่วยเหลือ

กรณีที่ยอดหนี้ของคุณมันเกินที่คุณจะสามารถชำระคืนได้ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณว่าคุณไม่สามารถบริหารจัดการหนี้ของคุณได้ มันก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องหาหนทางอื่นๆ ที่จริงจังและเป็นมืออาชีพ อาทิ

  • การวางแผนบริหารจัดการหนี้สิน: แผนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับความช่วยเหลือจากตัวแทนผู้ให้คำปรึกษาด้านเครดิต ที่ปรึกษาจะเจรจาด้วยเงื่อนไขใหม่ร่วมกับบริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตของคุณ และทำการรวบรวมบัญชีหนี้คงค้างบัตรเครดิตของคุณทั้งหมด จากนั้นทุกๆ เดือนคุณจะต้องจ่ายให้กับตัวแทนที่ปรึกษาในอัตราคงที่ บัญชีบัตรเครดิตของคุณอาจจะถูกปิด และคุณยังอาจถูกระงับการสมัครบัตรใหม่ไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง
  • การล้มละลาย: การล้มละลายมีผลในการล้างหนี้ที่ไม่ปลอดภัย เช่น หนี้บัตรเครดิต และยังสามารถช่วยเหลือให้คุณจัดการกับหนี้สินของคุณด้วยแผนการใช้จ่ายในระยะเวลา 3 – 5 ปี และยังเป็นการดีหากคุณมีสินทรัพย์ที่คุณต้องการเก็บไว้ การล้มละลายจะปรากฏในรายงานการเงินของคุณเป็นเวลา 7–10 ปีโดยประมาณ แม้ว่าคะแนนเครดิตของคุณจะกลับสู่สภาพปกติในเวลาไม่กี่เดือนหลังมีผล ทว่าหนี้สินบางอย่าง เช่น เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา และหนี้การชำระภาษี ไม่สามารถล้างได้จากการล้มละลาย
  • การชำระหนี้: ภายใต้แผนการชำระหนี้ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตยินยอมที่จะยอมรับยอดหนี้ที่น้อยกว่าหนี้จริงของคุณ ซึ่งฟังดูก็น่าจะเป็นข้อตกลงที่ดี แต่มันก็ไม่ใช่ทางเลือกที่โอเคสำหรับคนส่วนใหญ่ ตามปกติ การที่คุณว่าจ้างบริษัทชำระหนี้เพื่อเจรจากับผู้ให้บริการบัตรเครดิตในนามของคุณ ที่เราจะบอกก็คือคุณควรตรวจดูเงื่อนไขและรายละเอียดในการให้บริการและเงื่อนไขที่เจรจาให้ดี เพื่อไม่ให้เป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมจากภาระหนี้บัตรเครดิตที่คุณต้องเผชิญอยู่ก่อนแล้ว มาถึงตรงคุณน่าจะได้แนวทางในการบริหารจัดการกับหนี้บัตรเครดิตกันพอสมควร

สุดท้ายนี้ เราขอย้ำอีกครั้งว่า "บัตรเครดิต" ไม่ใช่ผู้ร้าย หากเรารู้จักใช้มันอย่างถูกวิธี ด้วยการใช้มันในฐานะเครื่องมือที่ช่วยในการชำระเงินให้สะดวกขึ้น ไม่ใช่ใช้บัตรเครดิตให้เป็นตัวช่วยสร้างอำนาจการจับจ่ายที่เกินความสามารถที่เราจะจ่ายได้จริง