Bose กำลังพัฒนาแว่นตา AR ที่เน้นการใช้งานด้านเสียงเสมือนจริง และยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ด้วย

เจ้าแห่งระบบเสียงชั้นนำของโลกอย่าง Bose ออกมาเผยว่ากำลังลงทุนด้วยเม็ดเงินราว 50 ล้านดอลลาร์สหัฐกับแพลตฟอร์ม Bose AR SDK ที่จะมาช่วยเติมเต็มการฟังในยุคดิจิทัลให้ล้ำหน้าขึ้นไปอีก

เทคโนโลยี AR หรือ Augmented Reality กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันทั้งในเรื่องของการทำงานหรือการเติมเต็มระบบมัลติมีเดียต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยเทคโนโลยีความจริงเสมือนนี้จะทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่มากขึ้นรวมถึงได้ใช้ประโยชน์อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วย โดยถึงวันนี้ผู้ผลิตชั้นนำของโลกต่างหันมาให้ความสนใจกับเจ้า AR นี้ไม่ว่าจะเป็น Google, Apple, Facebook หรือแม้กระทั่ง Bose ที่กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มและแว่นตา AR ของตัวเองขึ้นมาด้วยการดึงจุดแข็งของบริษัทมาใช้นั่นก็คือเรื่องของเทคโนโลยีทางด้านเสียงนั่นเอง

Bose มีการเผยข้อมูลอนาคตของตัวเองในงาน SXSW ซึ่งเป็นอีเว้นท์เกี่ยวกับเรื่องของเสียงและมัลติมีเดียต่างๆ ว่าทางบริษัทกำลังพัฒนาแว่นตา AR ของตัวเองอยู่แต่จะไม่ใช่แบบที่เราเคยได้รู้จักกันมาก่อนหน้านี้ใน Google Glass หรือ Intel Vaunt Glasses เพราะแว่นตาของผู้ผลิตรายนี้จะเน้นไปที่เรื่องของเสียงเสมือนจริงเป็นหลัก โดยมีการลงทุนกับแพลตฟอร์มในชื่อ Bose AR SDK จำนวน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วยกันเพื่อสร้างเทคโนโลยี AR ด้านเสียงขึ้นและจะเริ่มใช้กับอุปกรณ์ของตัวเองในการเชื่อมต่อและใช้งาน Bose AR SDK ผ่านความร่วมมือกับ Strava, TripAdvisor, Yelp, MIT Media Lab และ NYU Future Reality Lab

Bose มีการนำเทคโนโลยีต้นแบบที่เป็นแว่นตาพร้อมหูฟังในตัวมาแสดงที่งาน SXSW และจะเปิดให้นักพัฒนาและผู้ผลิตต่างๆ สามารถนำไปทดลองหรือพัฒนาต่อยอดเพื่อใช้บนแพลตฟอร์มใหม่ของตัวเองที่จะตามออกมาในอนาคต ซึ่ง Bose AR SDK นั้นสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์อย่างหูฟัง แว่นตา หมวกกันน็อก หรือใช้จับคู่กับ GPS เพื่อบอกตำแหน่งรวมทั้งติดตามการเคลื่อนไหวได้ด้วย ถ้าจะให้อธิบายการใช้งานให้เห็นภาพมากขึ้นลองคิดภาพตามว่าเมื่อคุณใช้แว่นตา AR หรือแพลตฟอร์มนี้ เวลาที่คุณไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ก็จะมีการอธิบายถึงที่มาหรือประวัติศาสตร์ของสถานที่นั้นให้ทราบ หรือเมื่อคุณเชื่อมต่อกับ GPS ก็จะมีเสียงมาคอยนำทางคุณไปสู่ที่หมายเป็นต้น

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการเปิดเผยว่าเทคโนโลยีนี้จะใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อไหร่กันแน่ แต่ก็ถือเป็นความก้าวหน้าอีกอย่างที่กำลังจะเดินทางมาถึงในยุคที่โลกทั้งใบสามารถเชื่อมต่อเข้าหากันได้เหมือนในปัจจุบันนี้