6 วิธีช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ iPhone หลังอัพเดต iOS 11 แก้ปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็ว

ด้วยความล้ำสมัยและฟีเจอร์ต่างๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาให้ได้ใช้งานกัน รวมถึงแอพพลิเคชั่นที่ดาวน์โหลดเข้ามาไว้ใช้ อาจทำให้เกิดปัญหาการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่มากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าเรื่องที่จะไม่มีทางออก มาดู 6 วิธีนี้กันเลย

ใครที่ใช้ iPhone อยู่หลายคนคงได้รับการอัพเดตระบบปฏิบัติการให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดคือ iOS 11 กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในระยะแรกอาจรู้สึกว่ามันสูบแบตเตอรี่ผิดปกตินั่นอาจเพราะการตั้งค่าต่างๆ อาจจะยังไม่เข้าที่เข้าทางมากนัก วันนี้เราเลยนำวิธีที่จะช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ของคุณมาฝากกัน

1.ตรวจสอบการใช้งานแบตเตอรี่ของคุณ

คุณสามารถตรวจสอบการใช้งานแบตเตอรี่ได้โดยไปที่ Setting > Battery > Battery Usage แตะที่รูปไอคอนนาฬิกามุมบนขวา ระบบจะแสดงรายละเอียดขึ้นมาให้เห็นว่าในแต่ละแอพพลิเคชั่นนั้นมีการสิ้นเปลืองมากน้อยแค่ไหน พอรู้แล้วก็เลือกจัดการได้ตามความเหมาะสมและการใช้งานได้เลย ตัวไหนที่ไม่ค่อยได้ใช้ก็ปิดไปเพื่อช่วยทำให้สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น

2.ใช้โหมดประหยัดพลังงาน (Low Power Mode)

แม้จะไม่ใช่ของใหม่สำหรับโหมดนี้ แต่มันคือตัวช่วยที่ดีสำหรับการประหยัดพลังงานของคุณ เพราะช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ไปได้อีกส่วนหนึ่ง โดยมันจะทำการระงับการถ่ายโอนข้อมูลอัตโนมัติบางอย่างเช่น อีเมล์, Background App Refresh หรือ หรือการดาวน์โหลดอัตโนมัติ ที่คุณไม่ได้ใช้งานเป็นประจำ วิธีการก็คือไปที่ Settings > Control Center > Customize Controls แล้วเลือก Low Power Mode

3.ปรับการตั้งค่า Auto-Lock และ Screen Brightness

การตั้งค่าล็อคหน้าจออัตโนมัติ ในระยะเวลา 30 วินาที หลังจากไม่มีการใช้งานหน้าจอ จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้อีกทางหนึ่ง สามารถทำได้โดย ไปที่ Settings > Display & Brightness > Auto-Lock แล้วเลือก 30 วินาที นอกจากนี้ควรปรับความสว่างของหน้าจอให้พอดีกับความต้องการและสายตาของคุณ เพราะปกติแล้วจะมีการตั้งค่าอัตโนมัติที่สว่างเกินจริง การปรับด้วยตัวเองก็ช่วยลดการใช้งานแบตเตอรี่ได้อีกทางหนึ่ง

4.การรีเฟรชแอปพื้นหลัง(Background App Refresh)

แม้ในโหมดประหยัดพลังงานจะปิดการ รีเฟรชแอปพื้นหลังให้ แต่คุณก็สามารถดำเนินการด้วยตัวเองได้เช่นกันโดยไปที่ Settings > General > Background App Refresh โดยสามารถเลือกเปิดการรีเฟรชแอปพื้นหลังเฉพาะ Wi-Fi เพื่อช่วยประหยัดพลังงานได้ แต่ถ้ากลัวว่าจะพลาดการติดต่อก็อาจเลือก Wi-Fi และ Cellular ในบางแอปที่คุณใช้ประจำหรือติดตามอยู่ก็ได้

5.การตั้งค่า Location Services

ในส่วนของ Location Services นั้นไม่จำเป็นที่เราจะต้องเปิดเอาไว้ตลอดเวลา คุณสามารถเลือกปิดการทำงานแล้วเลือกใช้งานในเวลาที่ต้องการเท่านั้นเพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่ โดยไปที่ Settings > Privacy > Location Services จากนั้นก็ตั้งค่าให้เป็นแบบ While Using

6.การตั้งค่า Push and Fetch

ถ้าเราเลือกที่จะปล่อยให้มีการดึงข้อมูลอีเมล์แบบเรียลไทม์ แน่นอนว่าแบตเตอรี่ของเราจะอยู่ได้ไม่นานเราจึงควรตั้งค่าตามความต้องการใช้งานที่เหมาะสมกับเราที่สุดซึ่งสามารถทำได้โดย Settings > Accounts & Passwords > Fetch New Data > ปิด Push แล้วเลือกปรับแอปที่ต้องการให้เป็น Fetch ตามด้วยปรับความถี่เช่น ทุก 15 นาที หรือ ทุก 30 นาที

นอกจากวิธีการข้างต้นแล้วคุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากคู่มือการใช้งาน iOS 11 ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ เอาไว้ให้คุณได้ศึกษา ทั้งนี้แม้ว่าปัจจุบันสมาร์ทโฟนที่ออกมาจะมีเทคโนโลยีการชาร์จที่เร็วขึ้น แต่การประหยัดด้วยตัวเองอีกทางก็ถือว่าเป็นสิ่งที่พึงกระทำเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ในแต่ละระนอบให้ยาวนานขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดคุณจะสามารถใช้ทรัพยากรของระบบได้อย่างคุ้มค่านั่นเอง