ชำแหละให้เห็นกันจะๆ ว่ากล้องเลื่อนได้ของ OPPO Find X ทำงานยังไง

กำลังเป็นที่สนใจของผู้ใช้สำหรับสมาร์ทโฟนแนวคิดใหม่อย่าง OPPO Find X และเพื่อให้เห็นว่าภายใต้ความสวยงามและฟีเจอร์ที่ทันสมัยนั้นมีอะไรบ้างทาง

เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงต่างๆที่เมื่อเปิดตัวออกมาก็มักจะโดนเหล่าช่างซ่อมหรือนักแหกเครื่องต่างๆให้ความสนใจเพื่อดูกันว่าไส้ในนั้นมีอะไรซ่อนอยู่รวมถึงดูว่าสามารถซ่อมได้ยากหรือง่ายแค่ไหน ซึ่งก่อนหน้านี้ Vivo NEX สมาร์ทโฟนจากเพื่อนร่วมชาติก็เพิ่งโดนมาหมาดๆ ล่าสุดถึงคิวของ OPPO Find X ที่ถือว่ามีความคล้ายคลึงกันในหลายๆ ส่วน มาดูของจริงกันว่าภายในของ OPPO Find X จะใส่อะไรมาบ้างตรงตามสเปกหรือป่าว ซึ่งเป็นข้อมูลได้รับมาจากแหล่งข่าวแห่งหนึ่ง

เรื่องแรกที่หลายคนน่าจะอยากเห็นก็คือกลไกการทำงานของกล้องถ่ายรูปแบบเลื่อนได้ของ OPPO Find X โดยจากภาพจะเห็นว่ากล้องหน้า-กล้องหลัง และเซ็นเซอร์ จะเลื่อนขึ้นเป็นเส้นตรง เบื้องหลังการทำงานนี้ก็คือมอเตอร์ตรงที่มีกรอบสีเหลืองมาร์กเอาไว้ให้ดู รางนำทางทั้ง 2 ฝั่งที่อยู่ในกรอบสีแดง ส่วนในกรอบสีเขียวตามภาพคือสายแพร์ของกล้องถ่ายรูปและเซ็นเซอร์สแกนใบหน้าแบบ 3D และชิ้นส่วนอื่นๆ

ถ้าเทียบกับ Vivo NEX A หรือ NEX S ข้อแตกต่างของระบบกล้องเลื่อนของ 2 รุ่นนี้ก็คือ OPPO Find X ไม่มีสปริงรองรับน้ำหนักระหว่างการหดกลับของกล้อง และจะเห็นได้ว่ากลไกนี้ค่อนข้างใหญ่และกินพื้นที่พอสมควรแต่ก็ถูกจัดวางเอาไว้อย่างลงตัวทีเดียวด้วยการออกแบบขนาดของแบตเตอรี่ความจุ 3,730 mAh ให้พอดีกับช่องด้านหลัง นอกจากนี้ตำแหน่งของกล้องและเซ็นเซอร์ต่างๆ ก็ถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังโชว์ให้เห็นว่าภายในของ OPPO Find X นั้นมากับขุมพลัง Snapdragon 845 มี RAM ขนาด 8 GB หน่วยความจำภายในเครื่อง 128 GB และระบบชาร์จเร็ว VOOC กำลังไฟ 20W พร้อมระบบกระจายความร้อนด้วยโลหะที่ติดตั้งเอาไว้รอบๆ ส่วนความยากง่ายในการซ่อมนั้นบอกได้คำเดียวว่าต้องถึงมือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

สมาร์ทโฟนรุ่น OPPO Find X จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไปด้วยราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 4,999 หยวน หรือประมาณ 25,000 บาท สำหรับรุ่น RAM 8 GB ความจุ 128 GB ส่วนรุ่น RAM 8 GB ความจุ 256 GB ราคาอยู่ที่ 5,999 หยวน หรือประมาณ 30,000 บาท นอกจากนี้ยังมีรุ่นพิเศษ Lamborghini Edition ซึ่งเป็นรุ่นพรีเมี่ยมราคาตกอยู่ที่ 9,999 หยวนหรือประมาณ 50,000 บาท ใครสนใจรุ่นไหนก็อดใจรอและลุ้นกันว่าจะเข้ามาในบ้านเราเมื่อไหร่ครับ