ระวัง!! เผยประเทศไทยมีเครื่องพีซีติดมัลแวร์ที่ใช้ทำ Cryptocurrency mining มากที่สุดในโลก

จากการสำรวจพบว่าเครื่องพีซีกว่า 3.5 ล้านเครื่องในประเทศไทยเราติดมัลแวร์ชื่อ Digmine ที่เกี่ยวข้องกับการทำ Cryptocurrency mining (ขุดเหรียญ) เตือนอย่าเปิดไฟล์ที่ไม่รู้แหล่งที่มา

เรื่องนี้เป็นข่าวกันมาสักระยะหนึ่งแล้วซึ่งทางนักพัฒนาซอฟแวร์ในองค์การต่างๆ พยายามที่จะแก้ปัญหานี้กันอยู่แต่ก็ใช่ว่าจะทำสำเร็จได้โดยง่าย เพราะผลจากการสำรวจล่าสุดที่ออกมานั้นพบว่าเหล่าแฮกเกอร์ได้ติดตั้งมัลแวร์ชื่อ Digmine นี้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลกไปแล้วกว่า 15 ล้านเครื่อง และที่น่าตกใจคือประเทศไทยเรามีการติดมัลแวร์ดังกล่าวมากที่สุดในโลกตอนนี้ด้วย

อธิบายเรื่องเจ้ามัลแวร์ Digmine ตัวนี้กันสักเล็กน้อยครับซึ่งบางคนอาจจะเคยโดนมาแล้วโดยจะมีการส่งไฟล์นามสกุลต่างๆเช่น video_xxxx.zip, File4org, RapidFiles , DropMeFiles หรือแชร์ลิ้งค์ผ่าน Bitly และ AdFly เป็นต้น ซึ่งถ้าใครเผลกดเข้าไป ภายในไฟล์ดังกล่าวจะซ่อนไฟล์นามสกุล .exe ซึ่งถือเป็นตัวติดตั้งเจ้ามัลแวร์ Digmine เข้าไปไว้ในเครื่องของคุณรวมถึงมีการติดตั้งส่วนขยายให้มันสามารถกระจายตัวออกไปยังคนอื่นๆ ได้อีกด้วยเป็นเหมือนเชื้อโรคอย่างหนึ่งนั่นเอง

วัตถุประสงค์หลักของมันก็คือเพื่อทำ Cryptocurrency mining เงินออนไลน์สกุล Monero ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ โดยมูลค่าของมันอยู่ที่ ราวๆ 300 USD/Coin ส่วนสิ่งที่แฮกเกอร์ได้ก็คือเปอร์เซ็นต์จากการขุดเหรียญเรียกว่านั่งกินแบบฟรีๆ กันเลย แถมเจ้ามัลแวร์ตัวนี้ยังกินทรัพยากรของระบบเพียง 20% ซึ่งบางครั้งหลายคนอาจไม่สังเกตว่าคอมพิวเตอร์ของตัวเองโดนมัลแวร์ตัวนี้เข้าแล้ว

และจากการสำรวจตัวเลขของทาง Palo Alto ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์พบว่าปัจจุบันมีเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 15 ล้านเครื่องถูกติดตั้งมัลแวร์ตัวนี้ไปแล้วและอาจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวอีกด้วย ที่น่าตกใจก็คือประเทศไทยเราเป็นประเทศที่โดนเหล่าแฮกเกอร์ปู้ยี่ปู้ยำมากที่สุดถึง 3,545,437 เครื่อง ครองสถิติที่เราคงไม่อยากยอมรับ โดยตามมาด้วย เวียดนาม 1,830,065 เครื่อง, อียิปต์ 1,132,863 เครื่อง, อินโดนีเซีย 988,163 เครื่อง , ตุรกี 665,058 เครื่อง ซึ่งทาง Palo Alto คาดการณ์เอาไว้ว่าตัวเลขโดยรวมอาจจะพุ่งไปถึง 30 ล้านเครื่องในเวลาอันรวดเร็วจากการแพร่กระจายของมัลแวร์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้

เบื้องต้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวก็คือการไม่เปิดไฟล์ที่ไม่รู้แหล่งที่มา หรือไม่ชัดเจนว่าเป็นไฟล์ที่ปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงมีการอัพเดตโปรแกรมป้องกันไวรัสอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง หรือลองสังเกตว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเองมีการทำงานช้าผิดปกติหรือไม่ถ้ามีก็ควรรีบแก้ไขเพราะคุณอาจติดมัลแวร์ตัวนี้หรือตัวอื้นๆ เข้าให้แล้วก็ได้