รีวิว Surface Book 2 สุดยอดแล็ปท็อป 2 in 1 ที่ทรงประสิทธิภาพรุ่นสองจาก Microsoft

Surface Book 2 จาก Microsoft มาพร้อมกับ Core processor รุ่นที่ 8 และ GeForce GTX 1050 ไปดูกันว่าจะเจ๋งแค่ไหน

Surface Book 2 เป็น PC ชนิด 2 in 1 หรือเป็นได้ทั้งแล็ปท็อปและแท็บเล็ตในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนามาจาก Surface Book ที่เปิดตัวไปเมื่อมกราคมปีที่แล้ว โดยครั้งนี้ surface book 2 ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพเป็น ultra high-performance ซึ่งตอบโจทย์คนที่อยากใช้งานแท็บเล็ตหรือแล็ปท็อปคุณภาพสูง ลองไปดูรายละเอียดกันเลย

Sureface Book 2 มากับหน้าจอแสดงผล LCD ขนาด 13.5 นิ้ว พร้อมกับคีย์บอร์ดที่สามารถถอดออกได้ทำให้เป็นได้ทั้งแล็ปท็อป หรือ แท็บเล็ต โดยในตอนนี้ Surface Book 2 ถือว่าเป็น PC ชนิด 2 in 1 ที่มีประสิทธิภาพการทำงานยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว

ทุกกอย่างของ Surface รุ่นก่อนๆ มารวมกันแล้วใน Surface Book 2

ตอนนี้ก็เข้าปีที่ 5 แล้วตั้งแต่ทาง Microsoft เปิดตัวซีรีส์ Surface ออกมาสู่ตลาด โดยมีรุ่น Surface (เป็นรุ่น 2 in 1 ที่ขายคีย์บอร์ดแยก), Sureface Book 2 ที่เรากำลังจะมารีวิวในตอนนี้ และ Surface Laptop ซึ่งเป็นแล็ปท็อปชนิดฝาพับ และ Surface Studio ที่เป็นชนิด PC ตั้งโต๊ะ โดย Surface Pro นั้นทำมาเพื่อขายกลุ่มเป้าหมายทุกรูปแบบ ส่วน Surface Laptop จะเจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ใช้ที่ใช้งานเบาๆ และ Surface Book 2 และ Surface Studio จะตอบโจทย์ลูกค้าที่ใช้งานที่เหนือกว่า อย่างใช้ทำกราฟิก

ในด้านของการใช้งานที่หลากหลาย เรียกได้ว่า Surface Book 2 นั้นรวมทุกอย่างของ Surface รุ่นก่อนหน้าเข้าไว้ด้วยกัน เพราะ Surface Book 2 สามารถเป็นได้ทั้งแท็บเล็ต แล็ปท็อป แม้กระทั่งใช้ Surface Pen วาด เขียน ใน Surface Book 2 ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังใช้การ์ดจอ GeForce GTX 1050 อีกด้วย

ส่วนเรื่องกลไกการถอดเข้า-ถอดออกคีย์บอร์ดก็ยังคงเหมือนกับรุ่นก่อนหน้า มีการใช้ Manesium alloy เป็นวัสดุทำตัวเครื่องทำให้สัมผัสและรูปลักษณ์ที่ดูพรีเมียม ส่วนคีย์บอร์ดให้ความรู้สึกมั่นคงกว่าเมื่อเทียบกับ Surface Pro เพราะคีย์บอร์ดมีน้ำมากกว่า 1.5 กิโลกรัม แม้แต่ในรุ่นเล็ก ทำให้วางบนตักได้แบบไม่ต้องกลัวเอียงตก ส่วนในด้านของแบตเตอรี่สามารถอยู่ได้ยาวนานถึง 17 ชั่วโมง ซึ่งเหลือเฟือมากกับการใช้งานปกติ

ในการใช้งานจริงหากใครที่ต้องถือแบบแท็บเล็ตทุกวันอาจจะปวดหลังหน่อยเพราะน้ำหนักเครื่องก็ไม่ได้น้อยนัก แนะนำให้ใช้เป็นแล็ปท็อปตั้งโต๊ะเป็นหลัก โอกาสไหนสะดวกใช้แบบแท็บเล็ตก็ค่อยดูกันไป ส่วนสำหรับใครที่เน้นพกพาแนะนำให้หันไปใช้ Surface Pro จะตอบโจทย์กว่าเพราะรวมคีย์บอร์ดแล้วก็ยังมีน้ำหนักเพียง 1กิโลกรัมเท่านั้น นอกจากนี้คีย์บอร์ดยังเป็นตัวเลือกเสริมเพราะต้องซื้อแยก

คีย์บอร์ดของ Surface Book 2 จะติดกันด้วยกลไกภายนอก แบบมีตัวล็อคไม่เหมือนกับ Surface Pro ที่ใช้แม่เหล็กติดคีย์บอร์ดกับแท็บเล็ตเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถใช้งาน Surface Book 2 แบบแล็ปท็อปได้ง่ายและมั่นคงกว่า

ข้อต่อฝาพับจะเป็นท่อนๆ เหมือนกับรุ่นก่อนหน้า ใช้งานจริงได้แบบไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะเปลี่ยนองศาหน้าจออาจจะต้องออกแรงกันนิดหน่อย

รุ่นท็อป (รุ่น Core i7) จะมีน้ำหนัก 1654 กรัม รวมคีย์บอร์ด ส่วนแท็บเล็ตอย่างเดียวจะหนัก 717 กรัม ซึ่งเทียบกับ Surface Pro แล้วจะเบากว่า

มาดูสเปกกันว่าดีขึ้นเยอะแค่ไหน

จุดขายหลักของ Surface Book 2 คือ PC ชนิด 2 in 1 ที่มาพร้อมกับสเปกจัดเต็ม โดยตอนนี้มีให้เลือกซื้อกันถึง 4 รุ่นตามสเปก
- HMW-00012:Core i5-7300U/8GB/256GB/ N/A
- HN4-00012:Core i7-8650U/8GB/256GB/GeForce GTX 1050
- HNL-00012:Core i7-8650U/16GB/256GB/GeForce GTX 1050
- HNN-00012:Core i7-8650U/16GB/1TB/GeForce GTX 1050
(mode: CPU/RAM/SSD/discrete GPU)

Surface Book รุ่นแรกนั้นจะใช้ Core Processor รุ่นที่ 6 สำหรับ CPU แต่ Surface Book 2 นั้น รุ่นล่างสุดจะใช้ Core i5 รุ่น 7 Core i5-7300U (ประมวลผลเร็ว 2.60GHz, สูงสุด 3.50GHz) เป็นแบบ 2 core และ 4 threads ส่วนรุ่น Core i7 จะใช้รุ่น 8 Core i7-8650 พร้อม 4 core 8 threads พร้อมทั้ง GPU ที่เพิ่มขึ้นจาก GTX 965M มาเป็น GeForece GTX 1050 สำหรับใครที่อยากใช้งานด้านกราฟิกหรือเล่นเกมจะตอบโจทย์มาก แต่อย่าลืมว่าการ์ดจอ GTX 1050 ที่ให้มานั้นจะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อใช้งานร่วมกับคีย์บอร์ดเท่านั้น หมายความว่าถ้าถอดคีย์บอร์ดออกแล้วใช้งานแบบแท็บเล็ตก็จะไม่สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นที่ทำงานด้วย GeForce GTX 1050 ได้

รุ่นท็อปของ Surface Book 2 หรือรุ่น HNN-000012 ใช้งานจริงได้อย่างลื่นไหล แถมยังทำคะแนนจากการทดสอบ Benchmark ได้สูงเลยทีเดียว แต่เสียงพัดลมตรงคีย์บอร์ดดังเกินไปหน่อยจนทำให้คิดว่าบางทีมาอาจจะไม่เหมาะกับการใช้งานที่หนักเกินไปเท่าไหร่

Surface Book 2 สามารถทำคะแนนการทดสอบจาก PCMark8 จากเว็บ Futuremark ซึ่งเป็นเว็บประเมินประสิทธิภาพ PC ได้ 3545 คะแนน ซึ่งสูงที่สุดในซีรีส์ Surface ที่เคยทำได้ โดยคะแนนสูงสุดจากรุ่นก่อนหน้าอยู่ที่ 2931 เท่านั้น จะเห็นได้ว่า Surface Book 2 รุ่นนี้พัฒนาจากรุ่นก่อนมาไกลจริงๆ

ผลการทดสอบจาก 3DMark 8 จากเว็บ Futuremark และจาก Time Spy คว้าคะแนนไปได้ 1796 คะแนน

ผลทดสอบจาก Crystal DiskMark 6.0.0 x 64 คว้าคะแนนไปได้ 30000 MB/s สำหรับการอ่านค่าต่างๆ เนื่องจาก SSD ที่ใช้กับเครื่องนั้นรองรับ NVMe ส่งผลให้สามารถเปิดเข้าระบบเครื่องหรือซอฟท์แวร์ต่างๆ รวมไปถึงเคลื่อนย้ายไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว

ในขณะที่กำลังทำสอบกับ Benchmark อยู่ พัดลมที่อยู่ตรงข้างคีย์บอร์ด ที่มีการใช้การ์ดจอ GeForce GTXทำงานเร็ว และเสียงดังมาก

นอกจากนี้รุ่น Core i7 ยังได้รับการรับรองจากทาง Microsoft ว่าจะสามารถใช้งานฟีเจอร์ Windows Mixed Reality ได้อย่างลื่นไหลอีกด้วย

ใช้งานได้สะดวก ไม่ต่างจากรุ่นที่แล้ว

สุดท้ายเป็นเรื่องของการใช้งาน โดย Surface Book 2 มีขนาดหน้าจอแสดงผล LCD อยู่ที่ 13.5 นิ้ว อัตราส่วน 3:2 เหมาะต่อการใช้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง และยังสามารถใช้งานคู่กับ Surface Pen ได้อย่างลื่นไหลอีกด้วย ไม่ว่าจะใช้วาดรูปหรือจดข้อความ ส่วนเรื่องความละเอียดจอจะอยู่ที่ 3000 x 2000 (267ppi) ซึ่งถือว่าชัดมาก และค่อนข้างสว่างมากด้วย แม้ปรับความสว่างไว้เพียง 25% ก็สามารถใช้ในสภาพแสงในบ้านได้อย่างสบาย อัตราส่วน contrast ของสีอยู่ที่ 1600:1 ทำให้โดยรวมแล้วคุณภาพหน้าจอสูงมาก สามารถใช้ทำงานในด้านกราฟิก หรือตัดต่อรูป วิดีโอ ได้อย่างสบาย

แป้นพิมพ์จัดออกมาได้อย่างลงตัว โดยปุ่มบนแป้นพิมพ์มีระยะ Key pitch อยู่ที่ 19 mm และ Touch pad ขนาดใหญ่กำลังพอดี ใช้งานหลายนิ้วได้สะดวก

ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ จากรุ่นที่แล้วก็ถูกมาปรับปรุงใหม่ใน Surface Book 2 นี้ อย่างความมั่นคงของเครื่องเวลาติดคีย์บอร์ด ใน Surface Book 2 ถูกออกแบบมาให้มั่นคงยิ่งกว่าเดิม โดยมีกลไกที่เรียกว่า "Muscle wire" เป็นกลไกที่ยึดตัวคีย์บอร์ดกับตัวแท็บเล็ตเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งตัวซี่ล็อคจะมีขนาดใหญ่ขึ้นทำให้เวลาพิมพ์แรงๆตัวเครื่องก็จะไม่ขยับเขยื้อนไปมา
นอกจากนี้ตัวเครื่องทางด้านขวายังเปลี่ยนไป จากที่จะมี Mini display port เป็นช่องเสียบ USB ชนิด Type C (3.1 Gen1) แทน และยังไม่รองรับ Gen 2 หรือ Thunderbolt 2 แต่รองรับ Display Port ซึ่งสามารถ Output หนังออกมาได้ และยังรองรับ USB power delivery (USB PD) ทำให้สามารถชาร์จกับ AC adaptor ที่รองรับ PD ได้ ส่วนสายชาร์จ AC adapter ที่แถมมากับเครื่องนั้นมีขนาดใหญ่และค่อนข้างหนัก ดังนั้นสำหรับใครที่เน้นเรื่องพกพาสะดวกแนะนำให้ซื้อ USB PD ขนาดเล็กมาใช้แทน

Mini display port ด้านขวาเปลี่ยนไปเป็น Type-C port แทน นอกนั้น Interface ภายนอกจะเหมือนกับ Surface Book

สายชาร์จ AC adapter ที่แถมมาให้มีขนาดใหญ่และหนัก แต่แถมมาพร้อมกับ USB port จึงทำให้สามารถชาร์จมือถือได้ในคราวเดียว สะดวกกับใครที่ต้องไปไหนไกลๆ

รองรับ USB PD จึงสามารถชาร์จไฟกับ AC adapter ได้ ในรูปใช้ ENERGEAR 46W USB Type-C WALL CHARGER จาก GOPPA (ผลิตจาก IODATA) ซึ่งสามารถใช้งานได้ปกติ

สรุปโดยรวม : ไม่จำเป็นต่อผู้ใช้งานปกติทั่วไป แต่เหมาะสำหรับใครที่ทำงานสาย Creative

ส่วนใหญ่แล้วคนทำงานสาย creative มักจะใช้ Wacom LCD tablet หรือใช้แล็ปท็อปกัน
ส่วน Surface Book 2 นั้นเรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพและการใช้งานที่เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้ที่ทำงานด้านสาย creative อย่างยิ่ง แต่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตามก็หวังว่าในอนาคตทาง Microsoft จะปล่อยสินค้าแบบนี้ พร้อมฟีเจอร์ที่หลากหลายออกมาให้ได้ใช้งานกันมากขึ้น

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Microsoft Surface Book 2 (13.5)

ราคาถูกที่สุดในประเทศไทย ---