เปิดตัว Apple iPhone XS และ Apple iPhone XS Max กล้องดีขึ้น แรงขึ้น ฉลาดขึ้น

สวัสดีชาวโลก เชิญพบกับ iPhone XS และ iPhone XS Max ที่มาพร้อมชิปเซ็ตตัวแรง A12 Bionic และ กล้องหลังที่รองรับ Smart HDR นอกจากนี้มีอะไรน่าสนใจเราสรุปมาให้แล้ว

เปิดตัวสยบทุกข่าวลือไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับสมาร์ทโฟนตัวแรงที่ทั่วโลกต่างจับตามองกันว่าจะออกมาแบบไหน จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และราคาที่เปิดตัวออกมาจะถูกลงจริงหรือไม่ ซึ่งทุกคำถามได้รับคำตอบกันไปเมื่อคืนวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ส่วนจะโดนใจคุณหรือไม่เราไปทำความรู้จักกับ iPhone XS และ iPhone XS Max กันเลย

Apple iPhone XS Max

เริ่มกันที่ Apple iPhone XS Max การเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เห็นได้ชัดก็คือขนาดของหน้าจอโดยรุ่นนี้มากับหน้าจอที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เราได้รู้จักสมาร์ทโฟนในตระกูลนี้ ด้วยหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว มีความกว้างเท่ากันกับหน้าจอของ iPhone 8 Plus แต่มีความสูงที่มากกว่าด้วยอัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 มีรอยบากที่ด้านบน ซึ่งหน้าจอ Super Retina ของรุ่นนี้มากับความละเอียดที่สูงกว่า iPhone X ที่ 1242 x 2688 พิกเซล 458 ppi รองรับ HDR10 และ Dolby Vision มีช่วง Dynamic range เพิ่มขึ้นถึง 60% เลยทีเดียว

iPhone XS Max มากับตัวเครื่องที่ทั้งหรูหราและทนทานมากขึ้นด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 ลงไปดำน้ำลึก 1.5 เมตรได้นานครึ่งชั่วโมงหรือจะราดเบียร์และน้ำอัดลมลงไปก็ยังทนได้ เรียกว่าอึดขึ้นอีกตามที่แฟนๆ ร้องขอกันมาก่นหน้านี้ โดยตัวเครื่องผลิตจากวัสดุกระจกผสมสแตนเลสสตีล ที่ทางผู้ผลิตระบุว่าทนทานที่สุดในโลกเลยทีเดียว

และตรงตามข่าวลือก่อนหน้านี้ Touch ID ถูกแทนที่ด้วย Face ID อย่างถาวร โดยระบบไบโอเมตริกซ์อย่าง 3D Face Scanner ถูกปรับปรุงให้มีความแม่นยำ รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้ว และยังมาพร้อมกับ Animoji และ Memoji ที่จะมาเติมเต็มการใช้งานให้สนุกมากขึ้นเพื่อการแชตและแชร์

มาดูเรื่องกล้องถ่ายรูปกันบ้าง รุ่นนี้จัดเต็มขึ้นอีกด้วยกล้องหลังคู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่กล้องตัวหลักเป็นเลนส์ wide-angle ขนาดพิกเซล 1.4µm เพิ่มจากเดิมที่ให้มา 1.22 µm มีค่ารูรับแสงอยู่ที่ f/1.8 กล้องอีกตัวเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ ค่ารูรับแสง f/2.4 มาพร้อมระบบกั้นสั่น OIS และ 2x optical zoom รุ่นนี้มีการทำการบ้านเรื่องภาพในโหมดโบเก้ให้มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น สามารถปรับแต่งได้หลังจากถ่ายเสร็จ มีฟีเจอร์ Smart HDR ที่จะถ่ายภาพออกมาหลายๆ ภาพแล้วเลือกอัตโนมัติให้ได้ภาพที่ดีที่สุด รองรับการบันทึกวีดีโอ 4K@ 60fps มีช่วง dynamic range ที่กว้างขึ้นและยังสามารถบันทึกเสียงแบบสเตอริโอได้แล้วด้วย สำหรับกล้องหน้าแม้จะดูเหมือนให้มาน้อยแต่ก็ยังคงไว้วางใจได้ด้วยกล้อง TrueDepth ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.2 มีการปรับปรุงให้ถ่ายภาพในโหมด Portrait ได้เป็นธรรมชาติและมีรายละเอียดของภาพดีขึ้น

เบื้องหลังการทำงานของ iPhone XS Max ถูกขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Apple A12 Bionic ที่สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตร ที่ทางผู้ผลิตระบุว่าทรงพลังที่สุดในสมาร์ทโฟน มาพร้อม Neural Engine ที่ชาญฉลาดขึ้นสามรรถเรียนรู้และประมวลผลการทำงานแบบเรียลไทม์ ทั้งในเรื่องการใช้งานระบบ การจัดการรูปภาพ การเล่นเกม และที่ขาดไม่ได้ก็คือการรองรับ AR ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง นอกจากนี้ยังเร็วขึ้นอีก 15% ใช้พลังงานน้อยลง 50% เมื่อเทียบกับ A11 Bionic ส่วนประสิทธิภาพด้านกราฟิกก็เร็วขึ้นอีก 50% เลยทีเดียว

รุ่นนี้มากับความจุ 64 GB/128 GB และ 512 GB แบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่า iPhone X ราว 1.5 ชั่วโมง รองรับการชาร์จแบบไร้สาย และ การชาร์จเร็ว ชาร์จได้สูงสุด 50% ใน 30 นาที และที่น่าจะถูกใจแฟนๆ คือ iPhone XS Max รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ดแล้ว โดยเป็นซิมทั่วไป 1 ซิม และ eSim อีกหนึ่งซิม ยกเว้นในประเทศจีนจะเป็นซิมปกติทั้ง 2 ซิม

ในส่วนของระบบปฏิบัติการนั้นก็ยกเครื่องมาใหม่เช่นเดียวกันด้วย iOS 12 ที่มากับคุณสมบัติเด่นๆ หลายด้านด้วยกันเช่น ความรวดเร็วในการตอบสนองต่อการเปิดแอพพลิเคชั่นที่เร็วขึ้น 2 เท่า, เปิดกล้องได้เร็วขึ้น 70%, FaceTime ได้สูงสุด 32 คนในครั้งเดียว, สร้าง Memoji ให้ตรงกับบุคลิกเฉพาะตัวแล้วนำไปแชตและแชร์, AR ที่เสมือนจริงมากขึ้น , การควบคุมการใช้งานและแสดงผลซึ่งกำหนดได้เอง เป็นต้น

iPhone XS Max มากับตัวเครื่องในสี Space Gray, Silver, Gold สนนราคาเริ่มต้นที่ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 36,000 บาท เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 21 กันยายนนี้เป็นต้นไป บ้านเรารอฟังประกาศกันอีกครั้งหนึ่งครับ

Apple iPhone XS

สำหรับ Apple iPhone XS นั้นแม้ว่าภายนอกจะดูไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ภายในนั้นยกเครื่องมาใหม่ไม่แพ้ iPhone XS Max โดยรุ่นนี้มีหน้าจอ OLED ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 1125 x 243 พิกเซล เฟรมเรต 120 Hz รองรับ HDR10 และ Dolby Vision มีช่วง Dynamic range เพิ่มขึ้นถึง 60% ดีไซน์ตัวเครื่องมีความทนทานมากขึ้นด้วยวัสดุสแตนเลสสตีลผสมกระจก รองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 เช่นเดียวกัน มาพร้อม Face ID ที่แม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัย รองรับ 3D Touch มีการเคลือบสานกันรอยนิ้วมือ ตัวเครื่องมีสีทอง, สีเทา Space Gray และ สีเงิน

Apple iPhone XS มากับกล้องหลังคู่ความละเอียด 12 + 12 ล้านพิกเซล ประกอบด้วย เลนส์ Wide-angle ขนาดพิกเซล 1.4 µm ค่ารูรับแสง f/1.8 และเลนส์เทเลโฟโต้ ค่ารูรับแสง f/2.4 มีระบบกันสั่น OIS ทั้ง 2 เลนส์ พร้อม 2x optical zoom โหมดโบเก้ที่ดีขึ้น เพิ่มเติมด้วย Smart HDR ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการประมวลประผลภาพถ่าย บันทึกวิดีโอระดับ 4K ที่ 60 fps ส่วนกล้องหน้าเป็นกล้อง TrueDepth ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.2 มีโหมดภาพถ่ายบุคคลพร้อมโบเก้ที่สมจริงและการควบคุมระยะชัดลึกการจัดแสงภาพถ่ายบุคคลด้วยเอฟเฟ็กต์ 5 แบบ (แสงไฟธรรมชาติ แสงไฟสตูดิโอ แสงไฟคอนทัวร์ แสงไฟเวที แสงไฟเวทีขาวดำ) และยังคงมากับ Animoji และ Memoji ลูกเล่นในการแชตที่หลายคนชื่นชอบเช่นเดิม

สำหรับสเปกภายในนั้นแทบไม่ต่างจาก iPhone XS Max แต่รุ่นนี้มีแบตเตอรี่ที่ ใช้งานได้นานกว่า iPhone X สูงสุด 30 นาที ต่างจาก iPhone XS Max ที่อึดกว่า แต่ยังรองรับการชาร์จแบบไร้สายและการชาร์จเร็วที่ชาร์จได้สูงสุด 50% ใน 30 นาที ส่วนขุมพลังคือชิปเซ็ต Apple A12 Bionic ที่เร็วขึ้น 15% ประหยัดพลังขึ้น 50% มีพื้นที่เก็บข้อมูลภายในเครื่อง 64 GB/256 GB/512 GB มี GPU ที่ทรงประสิทธิภาพขึ้น 50% ทำงานบนระบบปฏิบัติการ iOS 12 รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด เป็น eSim 1 ซิม และ ซิมปกติอีก 1 ซิม

สนนราคาของ iPhone XS เริ่มต้นที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 32,800 บาท เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 21 กันยายนนี้เช่นเดียวกัน ใครที่รอการมาของทั้ง iPhone XS และ iPhone XS Max อีกไม่นานน่าจะมีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ รวมถึงราคาและโปรโมชั่นต่างๆ ของแต่ละเครือข่ายด้วย รายละเอียดเพิ่มเติมเราจะนำมาอัพเดตให้ทราบกันทันทีหลังจากทั้ง 2 รุ่นนี้มาถึงเมืองไทยครับ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Apple iPhone XS

ราคาถูกที่สุดในประเทศไทย 38,180 บาท -