รีวิว iPhone X จาก Priceprice.com สมาร์ทโฟนที่กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ

สำหรับใครที่อยากจะได้ iPhone X เหลือเกินแต่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ วันนี้เรามีข้อมูลของเรือธงน้องใหม่จากค่าย Apple มาฝากกันเพื่อช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าแล้วก็ไปกันเลย

เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการไปแล้วในหลายประเทศ พร้อมมีประเด็นให้พูดถึงกันอย่างต่อเนื่องสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นดังอย่าง Apple iPhone X ที่ถือเป็นรุ่นครบรอบ 10 ปีของสมาร์ทโฟนตระกูลนี้ แน่นอนว่าทั้งสาวกและขาจรต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะในรุ่นนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีและงานออกแบบที่ถือว่าเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับอีก 2 รุ่นที่เปิดตัวออกมาพร้อมกัน เรามาดูว่า iPhone X พกพาเอาความน่าสนใจอะไรมาบ้างเพื่อช่วยในการตัดสินใจให้กับคนที่ยังอาจจะลังเลอยู่ว่า สอย หรือ ไม่สอย!!??

จอใหญ่แต่ไซส์กะทัดรัด

สิ่งแรกที่จะสะดุดตาของ iPhone X ก็คือ รายละเอียดต่างๆ ที่ทำออกมาได้ดีมากไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผล Organic แบบ Full-screen ที่สะกดสายตาและการสับเปลี่ยนจอไปยังแอพพลิเคชั่นต่างๆ ก็ลื่นไหลมาก

ภาพเปรียบเทียบ iPhone 6s Plus - iPhone X - iPhone 7

โดยถึงแม้จะมีหน้าจอขนาดใหญ่สะกดสายตาขนาดนี้แต่ตัวเครื่องนั้นเล็กกว่า iPhone 6s Plus แต่ใหญ่กว่า iPhone 7 พร้อมขอบโค้งมนทำให้จับได้อย่างถนัดมือ มีน้ำหนักเพียง 174 กรัม หนักพอเหมาะทำให้สัมผัสได้ถึงคุณภาพวัสดุพร้อมการบุกเบิกดีไซน์สุดล้ำ ที่ใช้กรอบโลหะประกบคู่กับแผ่นกระจก ซึ่งเชื่อว่าดีไซน์แบบนี้อาจจะเป็นต้นแบบให้กับสมาร์ทโฟนอีกหลายรุ่นในอนาคต

ภาพเปรียบเทียบ iPhone 7 - iPhone X - iPhone 6s Plus

ภาพเปรียบเทียบ iPhone 6s Plus - iPhone X - iPhone 7

หน้าจอแสดงผลจะดีแค่ไหนกัน?

เพียงมองแวบแรกก็จะสังเกตได้ว่า iPhone X นั้นต่างจาก iPhone รุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะหน้าจอที่ใหญ่กว่า ถึงแม้จะตัดแถบข้างบนออกไปให้เหลือแต่กล้องและลำโพงจนดูแปลกตาแต่ก็ทำให้หน้าจอเด่นชัดมากขึ้น

โดยหน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้มีขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2,436 x 1,125 พิกเซล ภาพที่แสดงออกมาจึงคมชัด มี Contrast สูง และดูเป็นธรรมชาติโดยไม่สว่างจ้าหรือหม่นจนเกินไป นอกจากนี้ยังรองรับ Full HDR ทำให้ภาพหรือวีดิโอโดดเด่นเหมือนเด้งออกมานอกจอให้ประสบการณ์สุดล้ำแบบเต็มสองตา

หน้าจอใหญ่แต่ทำให้ปุ่มโฮมหายไป

เพื่อแลกมากกับหน้าจอแสดงผลที่ใหญ่สะกดสายตาขนาดนี้ บางอย่างจึงต้องหายไปเพราะหน้าจอแสดงผลกินเนื้อที่ด้านหน้าตัวเครื่องเกือบทั้งหมด และสิ่งที่ว่านั้นก็คือปุ่มโฮมซึ่งปกติแล้วจะอยู่ด้านล่างของหน้าจอ ทำให้อาจเกิดปัญหาสำหรับใครหลายๆ คนที่คุ้นเคยกับการใช้สมาร์ทโฟนแบบปกติมาหลายปี

ปัดแถบจอด้านล่าง > เข้าสู่หน้าจอหลัก

เมื่อไม่มีปุ่มโฮมแล้วจึงมีฟีเจอร์ใหม่เข้ามาทดแทนนั่นก็คือการใช้นิ้วปัดแถบจากขอบจอด้านล่างขึ้น อาจะต้องใช้เวลาทำให้เราคุ้นเคยและทำจนติดเป็นนิสัยไปสักพักแต่เมื่อชินแล้วจะรู้ว่าฟีเจอร์ใหม่นี้มีประโยชน์กว่าปุ่มโฮมแบบเก่าเสียอีก โดยถ้าเราอยากสับเปลี่ยนแอพพลิเคชั่นให้ปัดแถบนั้นไปด้านซ้ายหรือขวา เรียกได้ว่าฟีเจอร์ใหม่นี้ทำออกมาได้เหมาะกับใครที่ชอบใช้งานแบบ Multi-tasking ได้อย่างลงตัว

สำหรับใครที่ชอบใช้ Siri อาจจะต้องปรับมือสักนิดโดยคำสั่งในการเรียก Siri เปลี่ยนจากกดปุ่มโฮมตรงกลางค้างไว้เป็นแตะจอล่างขวาสุดของจอค้างไว้เพื่อเรียกใช้งานแทน นอกจากนี้สิ่งที่ยังต้องปรับจนทำให้หลายคนรู้สึกขัดใจนั้นคือเวลาปิดเครื่อง หากต้องการจะปิดเครื่องให้กดปุ่มปรับเสียงและปุ่ม Power แช่ไว้พร้อมกัน แต่ถ้าหากต้องการจะแคปหน้าจอเพียงแค่แตะปุ่มปรับเสียงและปุ่ม Power พร้อมกันโดยไม่ต้องกดค้างไว้ เพียงเท่านี้ก็สามารถจับภาพหน้าจอได้อย่างรวดเร็ว

ปลดล็อคหน้าจอได้อย่างรวดเร็วด้วย Face ID

เมื่อไม่มีปุ่มโฮมแล้วอีกหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือจะไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออีกต่อไป ซึ่งการสแกนลายนิ้วมือนั้นเป็นฟีเจอร์สำคัญที่ทาง Apple เปิดตัวมาตั้งแต่ iPhone 5s ทำให้ฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือบนปุ่มโฮมกลายเป็นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสมาร์ทโฟนในยุคนี้

สำหรับรุ่นนี้ทาง Apple เลือกที่จะใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้า หรือ Face ID เข้ามาแทนที่การสแกนลายนิ้วมือแทน และผลก็ออกมาดีเสียด้วย โดยใน iPhone X มีการใช้กล้อง TrueDepth เพื่อสแกนใบหน้าในรูปแบบ 3 มิติได้อย่างแม่นยำ แทนที่การสแกนแบบ 2 มิติ ทำให้เราไม่สามารถใช้ภาพถ่ายมาปลดล็อคได้ โดยเราจะต้องใช้ใบหน้าจริงเพื่อปลดล็อคเท่านั้น

วิธีการลงทะเบียน Face ID

ในขั้นแรกเราจะต้องทำการบันทึกใบหน้าของเราใน Face ID โดยการมองกล้องตรงและหมุนใบหน้ารอบด้านสองรอบ เมื่อระบบบันทึกใบหน้าเรียบร้อยแล้วการปลดล็อคหน้าจอด้วย Face ID ที่ค่อนข้างแม่นยำ โดยระบบจะไม่สับสนแม้เราใส่หน้ากาก แว่น หมวก หรือแม้แต่จะไว้หนวดเคราหรือโกนทิ้งก็ตาม ระบบก็ยังสามารถจำได้ว่าเป็นใบหน้าของเรา นอกจากนี้ยังสามารถสแกนใบหน้าได้ในที่มืดได้ และความเร็วในการปลดล็อคเข้าใช้งานตัวเครื่องยังเร็วมากอีกด้วย

วิธีการปลล็อคด้วย Face ID

แน่นอนว่าหลายๆ คนจะต้องคิดถึง Touch ID แบบเก่าแต่ก็ต้องยอมรับว่า Apple ทำระบบ Face ID ได้ออกมาดีทีเดียว แม้แต่แอพฯตรวจจับใบหน้าของ Android ยังทำได้ไม่สะดวกรวดเร็วเท่าระบบ Face ID ของ Apple และเมื่อคนเริ่มชินกับการปลดล็อคด้วยใบหน้าเชื่อว่าระบบ Face ID จะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในอีกไม่นาน และเชื่อเลยว่าในไม่นานนี้จะต้องมีสมาร์ทโฟนอีกหลายแบรนด์ที่พยายามทำระบบ Face ID มาแข่งกับ Apple อย่างแน่นอน

Animoji

Animoji ถือว่าเป็นลูกเล่นใหม่ที่มีเฉพาะในตัวเครื่อง iPhone X นี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มชีวิตชีวาให้กับเหล่า Emoji ซึ่งจะวิเคราะห์ใบหน้าของเราและทำการเคลื่อนไหวตาม ซึ่งหลังจากได้ทดลองแล้ว ต้องบอกว่าสามารถจับใบหน้าของเราได้อย่างรวดเร็วมากๆ และการเคลื่อนไหวก็ทำได้อย่างลื่นไหลอีกด้วย

กล้อง

สำหรับส่วนกล้องหลังนั้น มีความละเอียดอยู่ที่ 12ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมระบกันสั่นแบบคู่ Dual OIS ซึ่งสิ่งที่ทำให้แตกต่างจากรุ่นก่อนๆนั้นคือ เลนส์เทเลที่เปลี่ยนมาเป็น f/2.4 โดยจะทำให้รูปดูสว่างมากขึ้น หากเปรียบเทียบกับ iPhone 7 Plus แล้ว จะเห็นว่ารูปที่ได้นั้นจะดูมีสีสันที่มากกว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ยังสามารถทำการซูม 2X ได้รูปภาพที่ชัดกว่าอีกด้วย

ภาพถ่ายการซูม 2X จาก iPhone X (ซ้าย) และ iPhone 7 Plus (ขวา)

ภาพถ่ายจาก iPhone X (ซ้าย) และ iPhone 7 Plus (ขวา)

บทสรุป

โดยสรุปแล้ว iPhone X ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งที่เรียกได้ว่าปฏิวัติวงการสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะการนำปุ่มโฮมออกไป จนทำให้หลายๆ คนต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่นี้ แต่เชื่อว่าหลังจากคุ้นเคยกับดีไซน์ที่แปลกใหม่นี้แล้วจะสัมผัสได้ถึงประสบการณ์สุดล้ำและฟีเจอร์ใหม่ๆ มากมายใน iPhone X ไม่ว่าจะเป็นการปัดหน้าจอเพื่อออกคำสั่งทดแทนปุ่มโฮมแบบเก่า หรือการปลดล็อคหน้าจอด้วย Face ID และฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เตรียมออกมาเซอไพร้ส์สาวก Apple กันในอนาคต และไม่แน่ว่าความล้ำของ iPhone X จะเรียกเหล่าคนที่ไม่ใช้ iPhone ให้หันมาสนใจผลิตภัณฑ์ Apple เข้าก็ได้

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

Apple iPhone X

ราคาถูกที่สุดในประเทศไทย 47,690 บาท -